หน่วยงานรัฐ
บทความ, ประชาสัมพันธ์

หน่วยงานรัฐในชีวิตประจำวัน: “รัฐวิสาหกิจ” vs “องค์การมหาชน”

บทความโดย

0
แชร์บทความนี้

Loading

หน่วยงานรัฐในชีวิตประจำวัน: “รัฐวิสาหกิจ” vs “องค์การมหาชน”

หน่วยงานรัฐ

ถอดรหัส หน่วยงานรัฐ ในชีวิตประจำวัน: คู่มือเรียนรู้ “รัฐวิสาหกิจ” vs “องค์การมหาชน” ฉบับเข้าใจง่าย

1. บทนำ: กลไกที่มองไม่เห็นเบื้องหลังชีวิตประจำวัน (Introduction to Public Agencies)

ในแต่ละวัน ชีวิตของเราทุกคนต้องคาบเกี่ยวกับบริการสาธารณะหลากหลายรูปแบบโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่การตื่นเช้ามาเปิดสวิตช์ไฟ อาบน้ำประปา การเดินทางด้วยรถไฟ การส่งพัสดุผ่านไปรษณีย์ ไปจนถึงการพาครอบครัวไปหาความรู้และพักผ่อนหย่อนใจในพิพิธภัณฑ์ หรือเที่ยวชมสวนสัตว์ เคยสงสัยกันไหม ว่า บริการต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่ทุกวันเหล่านี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของและคอยดูแลอยู่เบื้องหลัง? เหตุผลที่บริการเหล่านี้ต้องมีหน่วยงานภาครัฐ ( หน่วยงานรัฐ) คอยกำกับดูแลหรือจัดทำบริการ เนื่องจากเป็นบริการพื้นฐานและภารกิจสาธารณะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทย ในฐานะผู้ใช้บริการและประชาชนผู้เสียภาษีทุกคน การทำความเข้าใจโครงสร้างและกลไกของ หน่วยงานรัฐ จึงไม่ใช่เรื่องวิชาการที่ไกลตัว แต่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมการขับเคลื่อนประเทศ และเข้าใจว่าเงินภาษีของเราถูกนำไปบริหารจัดการเพื่อสร้างบริการสาธารณะอย่างไร

คำถามชวนคิด: “ทำไมหน่วยงานรัฐที่ดูแลระบบไฟฟ้าที่เราจ่ายบิลทุกเดือน ถึงต้องคิดเรื่องกำไรขาดทุนและการดำเนินธุรกิจ ในขณะที่สวนสัตว์หรือพิพิธภัณฑ์กลับเน้นเรื่องการอนุรักษ์และการเรียนรู้โดยไม่มุ่งเน้นกำไร? และรัฐบาลออกแบบกลไกเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกันอย่างไร?”

2. ถอดรหัส “รัฐวิสาหกิจ” (State-Owned Enterprises – SOE): แขนขาทางธุรกิจของรัฐ

ความหมายและลักษณะเด่น

นิยามตามกฎหมายของ รัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprises หรือ SOE) สามารถจำแนกความหมายอย่างเป็นทางการได้ 4 ประการ ได้แก่:

  1. องค์การของรัฐ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ
  2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่หน่วยงานรัฐเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50
  3. องค์การที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเพื่อดำเนินธุรกิจ
  4. หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างรัฐประศาสนศาสตร์ รัฐวิสาหกิจจะมีลักษณะเป็น “ลูกครึ่ง” ที่วางตำแหน่งอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ขั้วได้อย่างลงตัว:

  • ส่วนราชการ: มุ่งให้บริการประชาชนโดยตรงตามระเบียบแบบแผน ไม่เน้นการทำกำไร
  • ภาคเอกชน: มุ่งเน้นการทำกำไรสูงสุด (Profit Maximization) และการแข่งขันทางการตลาด
  • รัฐวิสาหกิจ (ตำแหน่งตรงกลาง): ดำเนินการแบบธุรกิจ ผู้ใช้บริการเป็นผู้ที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่าย สามารถแข่งขันกับธุรกิจเอกชนได้ และใช้หลักธรรมาภิบาลเทียบเคียงเอกชน โดยต้องจัดหาบริการสาธารณะที่จำเป็นไปพร้อม ๆ กับการหารายได้และเลี้ยงตัวเองได้ทางการเงิน

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง

การที่รัฐบาลต้องจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมา มีวัตถุประสงค์หลักหลายมิติเพื่อประโยชน์ของประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • จัดหาบริการที่จำเป็นขั้นพื้นฐานและบริการสังคม: เช่น ไฟฟ้า ประปา และการขนส่งสาธารณะ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และภาคเอกชนอาจมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะแรก
  • รักษาความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: ควบคุมกิจการสาธารณะที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม
  • หารายได้เข้าส่งคลังรัฐโดยตรง: ดำเนินธุรกิจนำกำไรส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ เช่น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
  • บุกเบิกกิจกรรมใหม่และดำเนินการในอุตสาหกรรมที่รัฐผูกขาด: เข้าไปลงทุนริเริ่มในอุตสาหกรรมใหม่ที่เอกชนยังไม่กล้าเสี่ยง หรือดำเนินการในอุตสาหกรรมที่รัฐจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคสินค้าและบริการผูกขาด
  • เผยแพร่ชื่อเสียงและควบคุมสินค้าอันตราย: เผยแพร่ชื่อเสียงผลิตผลของประเทศ ตลอดจนควบคุมสินค้าบางชนิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม

รูปแบบการจัดตั้งและกลไกกำกับดูแล

รัฐวิสาหกิจในประเทศไทยมีรูปแบบการจัดตั้งที่หลากหลายตามภารกิจและกฎหมาย ได้แก่:

  1. จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติเฉพาะ: เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  2. จัดตั้งโดยพระราชกำหนด หรือ พระราชกฤษฎีกา: เช่น องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)
  3. จัดตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี หรือ มีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วน: เช่น โรงงานไพ่ กรมสรรพสามิต (โรงงานไพ่)
  4. จัดตั้งตามกฎหมายลักษณะอื่น (บริษัท จำกัด / บริษัท มหาชน จำกัด): ที่รัฐถือหุ้นเกินร้อยละ 50 เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ในด้านสายการบังคับบัญชาและการกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจถูกกำกับดูแลผ่านกลไกเชิงยุทธศาสตร์ ดังแผนภาพ:

หน่วยงานรัฐ

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): อยู่บนสุดของสายการบังคับบัญชา เป็นผู้พิจารณานโยบายและงบประมาณร่วมกับรัฐสภา
  • คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.): ทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” หลัก วางยุทธศาสตร์ภาพรวม กำหนดเกณฑ์วัดผลการดำเนินงาน และให้คำแนะนำเรื่องการพัฒนารัฐวิสาหกิจแก่ ครม.

ความเชื่อมโยงกับเงินภาษีของประชาชน

แม้รัฐวิสาหกิจจะหารายได้จากการขายสินค้าและบริการ แต่ก็ยังมีความเชื่อมโยงกับงบประมาณแผ่นดินอย่างแนบแน่น หากรัฐวิสาหกิจใดต้องทำภารกิจบริการสาธารณะตามสั่งของรัฐจนเกิดผลขาดทุน กฎหมายเปิดช่องให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนเข้าไปชดเชยได้
จากข้อมูลงบประมาณมีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่รัฐวิสาหกิจรวมสูงถึง 155,020.88 ล้านบาท โดยเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างเงินอุดหนุน พบว่าสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือ กว่าร้อยละ 57 (หรือประมาณ 88,000 ล้านบาท) เป็นเงินอุดหนุนที่มาจากงบประมาณของส่วนราชการโดยตรง ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าเงินภาษีของประชาชนยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการค้ำจุนบริการสาธารณะพื้นฐานผ่านระบบรัฐวิสาหกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐวิสาหกิจจะตอบโจทย์การดำเนินงานเชิงพาณิชย์และบริการพื้นฐานได้ดี แต่เมื่อเกิดช่องว่างในงานบริการสาธารณะที่ไม่ควรมุ่งเน้นกำไร แต่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและความคล่องตัวสูงเกินกว่าที่ระบบราชการดั้งเดิมจะตอบสนองได้ รัฐจึงจำเป็นต้องสร้าง “ทางเลือกที่สาม” ขึ้นมา นั่นคือ องค์การมหาชน

3. เจาะลึก “องค์การมหาชน” (Public Organizations): หน่วยปฏิบัติการพิเศษเฉพาะด้าน

ที่มาและจุดกำเนิด

ในอดีต โครงสร้างภาครัฐไทยมีเพียง 2 ทางเลือกหลัก คือ ส่วนราชการ (กระทรวง ทบวง กรม) และ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งสร้างข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างมาก เนื่องจากระบบราชการดั้งเดิมมักประสบปัญหาความล่าช้า การรวมศูนย์อำนาจ กฎระเบียบทางการเงินที่เคร่งครัดที่เน้นการปฏิบัติตามกฎมากกว่าผลสัมฤทธิ์ จนเกิดภาพจำทางสังคมเรื่องวัฒนธรรม “เช้าชามเย็นชาม” ในขณะที่รัฐวิสาหกิจก็มุ่งเน้นการทำกำไรเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่สำหรับงานบริการสาธารณะทางสังคม วัฒนธรรม วิจัย หรือเทคโนโลยี ที่ ไม่ควรหาผลกำไร แต่ต้องการความรวดเร็ว ยืดหยุ่น และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ช่วงปลายยุค 90 กระแสปฏิรูปภาครัฐระดับโลกที่เรียกว่า การจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management – NPM) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก แนวคิดนี้เน้นการนำหลักการบริหารจัดการแบบเอกชนมาปรับใช้ มุ่งเน้นผลลัพธ์ กระจายอำนาจ และเกิดแนวคิด การแตกหน่วยงาน (Agencification) คือการแยกงานบริการเฉพาะทางออกจากกระทรวงใหญ่ที่อุ้ยอ้าย มาสร้างเป็นหน่วยงานขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง
กระแสดังกล่าวนำไปสู่ แผนแม่บทการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2540 และการออกกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์ คือ พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 เพื่อเป็น “พิมพ์เขียวใหม่” ในการจัดทำบริการสาธารณะของประเทศ

5 DNA / คุณลักษณะสำคัญขององค์การมหาชน

องค์การมหาชนถูกออกแบบให้มีคุณลักษณะเฉพาะ 5 ประการ เพื่อขจัดข้อจำกัดของระบบราชการเดิม:

  1. สถานะเป็นนิติบุคคล: เป็นนิติบุคคลและหน่วยงานของรัฐที่แยกตัวออกมาจากโครงสร้างหลักของส่วนราชการอย่างชัดเจน
  2. ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและมีโครงสร้างรายได้เฉพาะ: แม้จะได้รับเงินทุนประเดิมและเงินอุดหนุนรายปีจากรัฐบาล แต่ก็สามารถมีรายได้จากเงินอุดหนุนเอกชน/ต่างประเทศ ค่าธรรมเนียม ค่าบริหาร ดอกผล และรายได้จากทรัพย์สิน โดยมีเงื่อนไขทางกฎหมายสำคัญคือ “ทุนและทรัพย์สินของรัฐ ไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี”
  3. ภารกิจเฉพาะทางชัดเจนและไม่แข่งขันกับเอกชน: มุ่งเน้นบริการสาธารณะทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีหลักการพื้นฐานสำคัญคือ “ไม่แสวงหากำไร” และ “ไม่แข่งขันกับภาคเอกชน”
  4. อิสระในการบริหารจัดการสูง: มีความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล การเงิน และทรัพย์สิน ไม่ติดกับระเบียบราชการที่ตายตัว สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ในอัตราตอบแทนตามสภาวะตลาด
  5. กำกับดูแลแบบเน้นผลงาน: ไม่ใช้อำนาจฝ่ายเดียวในการสั่งการ แต่ใช้ “วิธีการบริหารแบบสัญญา” มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมาย (KPI) อย่างเข้มงวด บุคลากรมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้สัญญาจ้าง

กระบวนการจัดตั้งตามกฎหมาย (4 ขั้นตอน)

การจัดตั้งองค์การมหาชนมีขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายอย่างเป็นระบบ (ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. องค์การมหาชนฯ) ดังนี้:

หน่วยงานรัฐ

โครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแล

โครงสร้างบริหารขององค์การมหาชนถูกออกแบบให้สั้น กระชับ และเน้นการถ่วงดุลอำนาจ ดังนี้:

หน่วยงานรัฐ

  • รัฐมนตรีผู้รักษาการ: กำกับดูแลองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบาย และกำหนดอัตราเงินเดือน/ค่าตอบแทนของผู้บริหาร
  • คณะกรรมการองค์การมหาชน: คณะบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ควบคุมดูแลทั่วไป จัดแบ่งส่วนงานภายใน ออกระเบียบบริหารงานบุคคล วินัย สวัสดิการ และดูแลทรัพย์สิน
  • ผู้อำนวยการองค์การมหาชน: ผู้บริหารสูงสุดที่มาจากการสรรหา บริหารงานตามสัญญาจ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายองค์กร

เงื่อนไขการยุบเลิกองค์การมหาชน

จุดเด่นอีกประการขององค์การมหาชนคือความยืดหยุ่น โดยกฎหมายเปิดช่องให้สามารถ ยุบเลิกองค์กร ได้เมื่อหมดความจำเป็น ซึ่งต่างจากส่วนราชการทั่วไปที่ยุบเลิกได้ยากยิ่ง เงื่อนไขการยุบเลิก ได้แก่:

  1. สิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในการจัดตั้ง
  2. ภารกิจเสร็จสิ้นบรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว
  3. รัฐบาลพิจารณาเห็นควรรูปเลิกเนื่องจากหมดความจำเป็น หรือมีหน่วยงานอื่นทำแทนได้ดีกว่า

ตัวอย่างหน่วยงานจริงในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างหน่วยงานจริงที่เราคุ้นเคย ได้แก่: GISTDA (ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ), พอช. (ด้านการพัฒนาองค์กรชุมชน), สมศ. (ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา), โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (ด้านการแพทย์), และ อพท. (ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน)

4. เปรียบเทียบมวยคู่เอก: “รัฐวิสาหกิจ” vs “องค์การมหาชน” (Comparative Synthesis)

ตารางเปรียบเทียบเชิงสังเคราะห์

มิติการเปรียบเทียบ
รัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprises – SOE)
องค์การมหาชน (Public Organizations)
1. เป้าหมายหลัก
ดำเนินธุรกิจของรัฐ จัดทำบริการสาธารณะพื้นฐาน และสร้างรายได้ส่งคลัง
แก้ปัญหาเฉพาะด้านของรัฐ จัดทำบริการสาธารณะทางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี
2. การแสวงหากำไร
แสวงหากำไร ควบคู่กับบริการสาธารณะ (นำรายได้ส่งเข้ารัฐ)
ไม่แสวงหากำไร (มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของภารกิจเป็นหลัก)
3. การแข่งขันกับภาคเอกชน
สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ ดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์
ไม่แข่งขันกับภาคเอกชน มุ่งเติมเต็มช่องว่างที่เอกชนไม่ทำ
4. รูปแบบกฎหมายจัดตั้ง & สถานะทรัพย์สิน
จัดตั้งตาม พ.ร.บ. เฉพาะ, พ.ร.ฎ., พ.ร.ก. หรือ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (บริษัท จำกัด/มหาชน)
จัดตั้งตาม พ.ร.บ. องค์การมหาชน 2542 โดยตราเป็น พ.ร.ฎ. เฉพาะแห่ง (ทรัพย์สินไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี)
5. โครงสร้างและความคล่องตัว
โครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ มีสายการบังคับบัญชาหลายชั้นตามกฎระเบียบ
โครงสร้างขนาดเล็ก กระชับ ยืดหยุ่นและมีความคล่องตัวสูงมาก
6. ที่มาของรายได้และงบประมาณ
รายได้จากการขายสินค้า/บริการเชิงพาณิชย์ + เงินอุดหนุนจากรัฐ (กรณีขาดทุนจากบริการสังคม)
เงินทุนประเดิม, เงินอุดหนุนรายปีจากรัฐ, ค่าธรรมเนียม, รายได้จากทรัพย์สิน และเงินอุดหนุนต่างประเทศ/เอกชน
7. ตัวอย่างหน่วยงานจริง
กฟผ., ไปรษณีย์ไทย, ปตท., ท่าอากาศยานไทย (ทอท.)
มิวเซียมสยาม (OKMD), อพวช., GISTDA, สพฉ., องค์การสวนสัตว์ฯ

สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaway)

รัฐวิสาหกิจ = “แขนขาทางธุรกิจของรัฐ” (เน้นสร้างรายได้ ดูแลโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ)
องค์การมหาชน = “หน่วยปฏิบัติการพิเศษเฉพาะกิจ” (เน้นความเร็ว ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง คล่องตัวสูง ไม่มุ่งกำไร และยุบเลิกได้เมื่อเสร็จภารกิจ)

5. บทสรุปและมุมมองสู่อนาคต (Conclusion & Reflective Questions)

สรุปคุณค่าต่อประชาชน

ทั้ง รัฐวิสาหกิจ และ องค์การมหาชน ต่างเป็นนวัตกรรมทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบราชการดั้งเดิม แม้จะมีวัตถุประสงค์และรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองกลไกล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและการจัดทำบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือ การนำเงินภาษีและทรัพยากรของแผ่นดินไปสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน

คำถามชวนคิดทิ้งท้าย (Food for Thought)

เมื่อมองไปสู่อนาคต บริบทของโลกและสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อน รัฐบาลไทยควรวางน้ำหนักและปรับสมดุล (Balance) ของกลไกภาครัฐอย่างไร?

  • เราควรเน้นการพัฒนา ประสิทธิภาพเชิงธุรกิจ (รัฐวิสาหกิจ) เพื่อสร้างรายได้ค้ำจุนประเทศและบริหารโครงสร้างพื้นฐานให้คุ้มค่าสูงสุด?
  • หรือเราควรเพิ่มบทบาทของ หน่วยงานที่คล่องตัวสูง (องค์การมหาชน) เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ใหม่ ๆ งานวิจัยขั้นสูง และบริการสังคมที่ยืดหยุ่น?
  • หรือแท้จริงแล้ว สังคมไทยจำเป็นต้องถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทั้งสองรูปแบบ ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีธรรมาภิบาล และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง?

หน่วยงานรัฐ

รายการอ้างอิง

  1. สำนักงานเลขานุการคณะรัฐมนตรี. (2534). พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534. ราชกิจจานุเบกษา. สืบค้นจาก [https://www.ratchakitcha.soc.go.th](https://www.ratchakitcha.soc.go.th)
  2. สำนักงานเลขานุการคณะรัฐมนตรี. (2542). *พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542. ราชกิจจานุเบกษา. สืบค้นจาก [https://www.ratchakitcha.soc.go.th](https://www.ratchakitcha.soc.go.th)
  3. สำนักงานเลขานุการคณะรัฐมนตรี. (2562). *พระราชบัญญัติการจัดการทุนของรัฐ พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา. สืบค้นจาก [https://www.ratchakitcha.soc.go.th](https://www.ratchakitcha.soc.go.th)
  4. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.). (2565). คู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับรัฐวิสาหกิจ. สืบค้นจาก [https://www.sepo.go.th](https://www.sepo.go.th)
  5. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.). (ม.ป.ป.). *แนวคิดและหลักการขององค์การมหาชน. สืบค้นจาก [http://www4.opdc.go.th/special.php?content_id=296](http://www4.opdc.go.th/special.php?content_id=296)
  6. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.). (2553). คู่มือการบริหารและกำกับดูแลของคณะกรรมการองค์การมหาชน. สืบค้นจาก [http://www4.opdc.go.th/uploads/files/PO/management_manual.pdf](http://www4.opdc.go.th/uploads/files/PO/management_manual.pdf)
  7. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.). (2565). ข้อมูลภาพรวมรัฐวิสาหกิจ. สืบค้นจาก [https://www.sepo.go.th](https://www.sepo.go.th)
  8. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.). (2565). รายชื่อองค์การมหาชน. สืบค้นจาก [http://www4.opdc.go.th/special.php?content_id=297](http://www4.opdc.go.th/special.php?content_id=297)
  9. สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล. (2566). แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลแห่งชาติ. สืบค้นจาก [https://www.dga.or.th](https://www.dga.or.th)

 

หน่วยงานรัฐ

ที่เกี่ยวข้อง: หน่วยงานรัฐ

รัฐวิสาหกิจ

องค์การมหาชน

รัฐวิสาหกิจ & องค์การมหาชน

 

บทความอื่นๆ: หน่วยงานรัฐ

บทความอื่นๆ : คลิกเพิ่มเติม