บทความ: ภาพรวมแนวคิดและมุมมองในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์


บทความ: ภาพรวมแนวคิดและมุมมองในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์: Overview of concepts and perspectives in the study of public administration
บทนำ: รัฐประศาสนศาสตร์คืออะไร?
รัฐประศาสนศาสตร์อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วคือศาสตร์ที่ว่าด้วยกลไกของ “ภาครัฐ” ซึ่งเป็นระบบที่กำหนดทิศทางชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมได้อย่างชัดเจน เราจำเป็นต้องเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเรื่อง การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศออกเป็น 3 สาขาหลัก ดังนี้
- อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power): คืออำนาจในการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อใช้เป็นกติกาของสังคม สถาบันที่รับผิดชอบคือ รัฐสภา
- อำนาจบริหาร (Executive Power): คืออำนาจในการจัดการกิจการของรัฐและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน สถาบันที่รับผิดชอบคือ คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาล
- อำนาจตุลาการ (Judicial Power): คืออำนาจในการพิจารณาและพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยมี ศาล เป็นสถาบันหลัก ซึ่งในเอกสารพื้นฐานนี้ได้ระบุถึงกระทรวงยุติธรรมในฐานะสถาบันที่รับผิดชอบ
โดยแก่นแท้แล้ว รัฐประศาสนศาสตร์มุ่งเน้นศึกษา “อำนาจบริหาร” เป็นหัวใจสำคัญ แต่ในความเป็นจริง อำนาจทั้งสามส่วนนี้มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ความเข้าใจในศาสตร์แขนงนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามยุคสมัย เกิดเป็นมุมมองและกระบวนทัศน์ที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางความคิดในการบริหารจัดการภาครัฐ
1. จุดเริ่มต้นและมุมมองดั้งเดิม: การแยกการเมืองออกจากการบริหาร (The Politics/Administration Dichotomy)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐประศาสนศาสตร์แยกตัวออกมาเป็นศาสตร์เฉพาะทาง เกิดขึ้นจากกระบวนทัศน์ที่ 1 (Paradigm 1) ซึ่งเสนอโดยนักคิดคนสำคัญอย่าง Woodrow Wilson (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา) และ Frank J. Goodnow
สาระสำคัญของกระบวนทัศน์นี้อยู่ที่การเสนอให้แยก “การเมือง” ออกจาก “การบริหาร” อย่างชัดเจน โดยมีหลักการว่า:
“ฝ่ายการเมืองมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ในขณะที่ฝ่ายบริหารมีหน้าที่นำนโยบายนั้นไปปฏิบัติ”
เป้าหมายหลักในยุคนี้คือการสร้างหลักการบริหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญคือต้อง ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกลาง แนวคิดนี้ได้วางรากฐานให้รัฐประศาสนศาสตร์กลายเป็นศาสตร์ที่มุ่งแสวงหา “หลักการ” ที่ดีที่สุดในการบริหาร
2. มุมมองด้านการจัดการ: การแสวงหา “หลักการ” และประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อการบริหารถูกแยกออกจากการเมืองแล้ว จุดสนใจของนักวิชาการจึงพุ่งไปที่การค้นหา “หลักการบริหารที่เป็นสากล” (Principles of Administration) ซึ่งถือเป็นหัวใจของกระบวนทัศน์ที่ 2 (Paradigm 2) ยุคนี้เป็นยุคแห่งการสร้างทฤษฎีที่เน้นโครงสร้าง ระเบียบแบบแผน และการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีนักคิดคนสำคัญและแนวคิดที่โดดเด่นดังนี้
| นักคิด/ทฤษฎี | แนวคิดหลัก | เป้าหมายสำคัญ |
| Max Weber / ทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucracy) | การจัดองค์การอย่างมีแบบแผน โดยอาศัยหลักการสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1. หลักสายการบังคับบัญชา (Hierarchy) 2. หลักกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ (Rules and Regulations) 3. หลักการแบ่งแยกแรงงาน (Division of Labor) 4. หลักการแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงาน (Impersonality) 5. หลักการยึดหลักความสามารถในการทำงาน (Competence) และ 6. หลักการปฏิบัติงานแบบลายลักษณ์อักษร (Formal written records) | สร้างองค์การที่มีความเที่ยงตรง มั่นคง มีประสิทธิภาพสูง และน่าเชื่อถือ |
| Frederick Taylor / การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) | การแสวงหา “หนทางที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว” (One Best Way) ในการทำงานผ่านการวิเคราะห์และจับเวลา เพื่อกำจัดการทำงานตามความเคยชินและเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุด | เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยมองคนเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของเครื่องจักรกล |
| Henri Fayol / หลักการบริหาร 14 ข้อ | การสร้างหลักการบริหารที่เป็นสากลและยืดหยุ่น โดยนำเสนอไว้ทั้งหมด 14 ข้อ หลักการที่สำคัญ เช่น เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) ที่กำหนดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาควรรับคำสั่งจากเจ้านายเพียงคนเดียว และการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก | สร้างชุดหลักการบริหารที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน |
| Gulick & Urwick / หลัก POSDCoRB | การสรุปกระบวนการทำงานของผู้บริหารออกมาเป็นหน้าที่ 7 ประการ ได้แก่ Planning (การวางแผน), Organizing (การจัดองค์การ), Staffing (การบริหารงานบุคคล), Directing (การอำนวยการ), Coordinating (การประสานงาน), Reporting (การรายงาน), และ Budgeting (การงบประมาณ) | สรุปกระบวนการบริหารให้เป็นหลักการที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง |
อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นที่โครงสร้างและหลักการที่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว ได้สร้าง “องค์การที่ไร้มนุษย์” และละเลยมิติที่สำคัญที่สุดในการบริหารไป นั่นคือ “คน” ซึ่งเป็นข้อบกพร่องพื้นฐานที่นำไปสู่การก่อกำเนิดของมุมมองใหม่ที่เข้ามาท้าทายแนวคิดดั้งเดิม
3. มุมมองด้านพฤติกรรม: เมื่อ “มนุษย์” กลายเป็นศูนย์กลางขององค์การ
กระบวนทัศน์ที่ 3 (Paradigm 3) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แนวทางมนุษยสัมพันธ์” (Human Relations) ได้เข้ามาท้าทายแนวคิดแบบดั้งเดิม โดยเปลี่ยนจุดสนใจจากโครงสร้างและเครื่องจักร มาสู่ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาของ “มนุษย์” ในองค์การ แนวคิดสำคัญในมุมมองนี้ประกอบด้วย
- Elton Mayo และการทดลองที่ฮอว์ทอร์น (Hawthorne Studies): การวิจัยครั้งประวัติศาสตร์นี้ค้นพบว่า ขวัญกำลังใจและความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าปัจจัยทางกายภาพ เช่น แสงสว่าง หรือสภาพแวดล้อม การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า “คน” ไม่ใช่เครื่องจักร แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์และความรู้สึกทางสังคม
- Douglas McGregor และทฤษฎี X และ Y: McGregor ชี้ให้เห็นว่ามุมมองที่ผู้บริหารมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาส่งผลโดยตรงต่อวิธีการบริหารงาน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ทฤษฎีที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
| ทฤษฎี X (มุมมองแง่ลบ) | ทฤษฎี Y (มุมมองแง่บวก) |
| มนุษย์โดยพื้นฐาน ขี้เกียจ และไม่ชอบทำงาน | มนุษย์โดยพื้นฐาน กระตือรือร้น และชอบทำงาน |
| ต้องใช้วิธี ควบคุม บังคับ และสั่งการ | สามารถ ไว้วางใจ และมอบหมายความรับผิดชอบได้ |
| มองคนเสมือนเป็นเครื่องจักร | มองคนว่ามีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพ |
- Frederick Herzberg และทฤษฎีสองปัจจัย: Herzberg ได้แบ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความรู้สึกของคนในที่ทำงานออกเป็น 2 กลุ่ม คือ:
- ปัจจัยจูงใจ (Motivator Factors): เป็นปัจจัยที่สร้าง “ความพึงพอใจ” และกระตุ้นให้เกิดการทำงานอย่างเต็มศักยภาพ เช่น การได้รับการยอมรับ, ความสำเร็จในการทำงาน, โอกาสในความก้าวหน้า
- ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene Factors): เป็นปัจจัยพื้นฐานที่หาก “ขาดไป” จะสร้างความไม่พึงพอใจ แต่การมีอยู่ของปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ช่วยสร้างแรงจูงใจโดยตรง เช่น เงินเดือน, สภาพแวดล้อมการทำงาน, นโยบายบริษัท
เมื่อรัฐประศาสนศาสตร์เริ่มเข้าใจทั้งมิติของ “โครงสร้าง” และ “คน” แล้ว สาขาวิชาก็เริ่มหันกลับมาพิจารณาบทบาทของตนในภาพใหญ่ทางการเมืองและสังคมอีกครั้งหนึ่ง
4. มุมมองด้านการเมืองและนโยบาย: การกลับมาบูรณาการ
ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา (กระบวนทัศน์ที่ 4 และ 5) เกิดการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดการแยกการเมืองออกจากการบริหารอย่างสิ้นเชิง และเกิดมุมมองใหม่ที่เรียกว่า “การบริหารคือส่วนหนึ่งของการเมือง” (Administration-as-Political Approach)
มุมมองนี้ยอมรับว่าการบริหารไม่ได้เป็นเพียงการทำตามคำสั่ง แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดและตีความนโยบายสาธารณะ (Public Policy) ด้วย จุดสนใจจึงเปลี่ยนจากการแสวงหาประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ความเป็นธรรมในสังคม” (Social Equity) และการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ที่สำคัญหลายประการ:
- การรื้อปรับระบบ (Reengineering): แนวคิดของ Michael Hammer และ James Champy ที่เสนอว่าองค์กรไม่ควรเพียงแค่ “ปรับปรุง” กระบวนการทำงานเดิมๆ แต่ต้อง “คิดใหม่และออกแบบใหม่ทั้งหมด” เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
- ทฤษฎี Z (Theory Z): แนวคิดของ William Ouchi ที่พยายามผสมผสานจุดเด่นของการบริหารแบบอเมริกัน (เน้นความรับผิดชอบส่วนบุคคล) และแบบญี่ปุ่น (เน้นการทำงานเป็นทีมและการตัดสินใจร่วมกัน) เข้าด้วยกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือ ความซื่อสัตย์, ความสามัคคี, และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนครอบครัว ภายในองค์กร
5. มุมมองในบริบทของไทย: การประยุกต์ใช้แนวคิดสู่การปฏิบัติ
แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์สากลได้ถูกนำมาปรับใช้และพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและการเมืองของประเทศไทย ก่อให้เกิดหลักการบริหารที่สำคัญซึ่งถูกนำมาใช้ในการปฏิรูประบบราชการไทย ดังนี้
- การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance): ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องยึดหลักการบริหาร 6 ประการ คือ
- หลักนิติธรรม: การปฏิบัติงานตามกรอบของกฎหมาย
- หลักคุณธรรม: การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม
- หลักความโปร่งใส: การเปิดเผยข้อมูลและสามารถตรวจสอบได้
- หลักความมีส่วนร่วม: การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
- หลักความรับผิดชอบ: ความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่และผลที่เกิดขึ้น
- หลักความคุ้มค่า: การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- แนวคิดผู้ว่าฯ ซีอีโอ (CEO Governor): เป็นแนวคิดที่มุ่ง เพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถบริหารจัดการและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเบ็ดเสร็จมากขึ้น คล้ายกับการบริหารงานของ CEO ในภาคเอกชน
- จริยธรรมของผู้บริหาร: ในบริบทไทยมีการพิจารณาจริยธรรมของผู้บริหารใน 2 มุมมองหลัก คือ
- จริยธรรมตามหลักนิติรัฐ: ยึดหลักว่าการกระทำใดที่ถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม
- จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม: ยึดหลักการแสวงหา “ความดีงาม” ที่สังคมควรถือปฏิบัติมาเป็นมาตรฐาน ซึ่งมีความครอบคลุมและกว้างขวางกว่าการยึดถือกฎหมายเพียงอย่างเดียว
บทสรุป: การเดินทางของแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์
วิวัฒนาการทางความคิดในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ได้เดินทางผ่านช่วงเวลาที่หลากหลาย จากยุคแรกที่มุ่งเน้น โครงสร้างและประสิทธิภาพสูงสุด โดยพยายามแยกการเมืองออกจากการบริหาร ไปสู่ยุคที่หันมาให้ความสำคัญกับ มิติของมนุษย์ ทั้งด้านจิตวิทยาและสังคม และท้ายที่สุดคือการกลับมา บูรณาการการบริหารเข้ากับการเมืองและนโยบายสาธารณะ โดยยอมรับว่าทั้งสองสิ่งเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้
แต่ละมุมมองไม่ได้ถูกหรือผิด แต่เป็นภาพสะท้อนที่ช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของ “การบริหารรัฐกิจ” ในมิติต่างๆ การทำความเข้าใจในทุกแง่มุมเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการสร้างระบบบริหารภาครัฐที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศและก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน
ที่เกี่ยวข้อง : บทความ อื่นๆ เพิ่มเติม✅✅✅
- บทความ: เทรนด์และทิศทางบริหารรัฐกิจยุคดิจิทัล
- พุทธธรรมและ STRONG Model ต้านทุจริต
- ภาครัฐในยุคเปลี่ยนผ่าน: ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนท้องถิ่น สู่คุณภาพและความยั่งยืนในโลกดิจิทัล
- VUCA World โลกที่รอคุณมาเข้าใจ… หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?


รายงานเกี่ยวกับสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ : เพจสาขาวิชา (คลิก)
▶▶▶ Public Bru YouTube ▶▶▶


