นวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น (วารสารวิชาการปีที่ 4 ฉบับที่ 1)


สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เผยแพร่วารสารวิชาการ นวัตกรรมการบริหารรัฐกิจ และท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) 2569 รวบรวม ผลงานวิจัยและบทความทางวิชาการ ที่มุ่งเน้นการศึกษาด้าน รัฐประศาสนศาสตร์และนวัตกรรมการบริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของไทย เนื้อหาสำคัญครอบคลุมเรื่อง การส่งเสริมธรรมาภิบาล และกลไกการควบคุมปัญหาคอร์รัปชันผ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวทางการ พัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้นการยกระดับทักษะ Soft Skills และการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล อีกส่วนหนึ่งได้วิเคราะห์ถึง การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการตนเอง แหล่งข้อมูลนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ ผู้บริหารและนักวิชาการ ในการนำข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและท้องถิ่นต่อไป
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
ประเด็นสำคัญจากวารสาร นวัตกรรมการบริหารรัฐกิจ และท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (2569) ซึ่งรวบรวมบทความวิชาการและงานวิจัยรวม 8 ฉบับ ครอบคลุมบริบทเชิงพื้นที่ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ (บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ) โดยมุ่งเน้นใน 3 เสาหลักสำคัญคือ (1) ธรรมาภิบาลและการควบคุมคอร์รัปชันภายใต้ระบบกฎหมายเลือกตั้ง (2) การปฏิรูปทุนมนุษย์ในระดับอุดมศึกษาเพื่อตอบโจทย์ยุคดิจิทัล และ (3) การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น
ข้อค้นพบที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันต้องผสานการควบคุมจากภายใน (จิตใจและจริยธรรม) เข้ากับกลไกภายนอก (เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบ) ในขณะที่ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 ประสบปัญหา “คณิตศาสตร์ทางการเมือง” ที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน สำหรับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนขึ้นอยู่กับการนำ “ทุนทางวัฒนธรรม” มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงความหลากหลายทางประชากรศาสตร์
1. เสาหลักที่ 1: ธรรมาภิบาล การควบคุมคอร์รัปชัน และระบบกฎหมาย
1.1 การยกระดับการต้านทุจริตผ่านโครงสร้างและจิตใจ
จากการวิเคราะห์หนังสือ “ธรรมาภิบาลและการควบคุมคอร์รัปชัน” พบประเด็นสำคัญดังนี้:
- การมองปัญหาเชิงสถาบัน: การทุจริตไม่ใช่เพียงปัญหารายบุคคล แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันที่บกพร่องและวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก
- กลไกการควบคุม: แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่ต้องใช้ควบคู่กัน:
- การควบคุมภายนอก (External Control): การใช้ระบบตรวจสอบ กฎหมาย และนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น บล็อกเชน เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
- การควบคุมภายใน (Internal Control): การพัฒนาจิตใจและจริยธรรม (เช่น หลักสันโดษและความพอเพียง) เพื่อระงับความโลภ ซึ่งเป็นจุดที่งานวิชาการปัจจุบันยังให้ความสำคัญน้อย
- ทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism): ความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการระหว่างกลุ่มทุนและนักการเมืองนำไปสู่การแทรกแซงการจัดสรรทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
1.2 ความท้าทายของระบบกฎหมายเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560
งานวิจัยระบุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเลือกตั้งไทย:
- ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA): ในการเลือกตั้งปี 2562 การใช้บัตรใบเดียว (One man one vote) ส่งผลให้เกิดความลักลั่น พรรคที่ได้คะแนนเขตมากอาจไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเลย ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้เลือก
- การปรับเปลี่ยนสู่ระบบคู่ขนาน (MMM): ในปี 2566 มีการปรับเป็นบัตร 2 ใบ และเพิ่มจำนวน ส.ส. เขตเป็น 400 คน ซึ่งช่วยสะท้อนความนิยมต่อพรรคการเมืองได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทายเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลผสม
2. เสาหลักที่ 2: การพัฒนาอุดมศึกษาและสมรรถนะทุนมนุษย์
2.1 การพัฒนาทักษะ Soft Skills และหลักสูตรมุ่งเน้นผลลัพธ์
- Soft Skills ในยุคดิจิทัล: ผลการวิจัยนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.บุรีรัมย์ พบว่าทักษะ Soft Skills มีระดับสูง แต่ความต้องการมีความแตกต่างตามปัจจัยเพศและชั้นปี
- Outcome-Based Education (OBE): สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรตามความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย (อาจารย์, ผู้ใช้บัณฑิต, ศิษย์เก่า) เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดงานภาครัฐและเอกชน
2.2 ประสิทธิภาพการบริการวิชาการ
- การศึกษาใน มรภ.ชัยภูมิ ชี้ให้เห็นว่าการยกระดับคุณภาพบริการของบุคลากรสายสนับสนุน (งานวิชาการและประมวลผล) มีผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของนักศึกษา และต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อออกแบบบริการให้ตอบโจทย์
3. เสาหลักที่ 3: เศรษฐกิจฐานรากและการบริหารท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม
3.1 โมเดลความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน
กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนผ้าไหมบ้านลำดวน จ.บุรีรัมย์ พบปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ:
- ทุนทางวัฒนธรรม: การใช้ผ้าไหมไทยเป็นแกนกลางในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
- การวางแผนแบบมีส่วนร่วม: สมาชิกชุมชนมีบทบาทในทุกขั้นตอนการบริหาร
- ความยั่งยืน: การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจ
3.2 การมีส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น (อบต.)
จากการศึกษาใน อบต.ประทัดบุ จ.สุรินทร์ พบข้อมูลที่สำคัญต่อการวางนโยบายดังนี้:
- ปัจจัยประชากรศาสตร์: เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น
- การพัฒนาที่ยั่งยืน: ประชาชนในพื้นที่ (เช่น ต.หินเหล็กไฟ จ.บุรีรัมย์) มีทัศนคติเชิงบวกต่อรูปแบบการพัฒนาที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมของชุมชน
4. ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหาร
| ด้าน | มาตรการที่เสนอ |
| ธรรมาภิบาล | นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตรวจสอบภายนอก ควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรเพื่อควบคุมจากภายในจิตใจ |
| การศึกษา | เร่งปรับปรุงหลักสูตรสู่ระบบมุ่งเน้นสมรรถนะ (Competency-based) และส่งเสริมทักษะ Soft Skills ให้สอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐยุคใหม่ |
| การพัฒนาท้องถิ่น | ออกแบบกลไกการมีส่วนร่วมที่ยืดหยุ่นตามกลุ่มประชากร และใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก |

ข้อมูลอ้างอิงและแหล่งที่มา
- ชื่อวารสาร: วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
- ปีที่พิมพ์: ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) 2569
- ISSN: 2985-0851 (Online)
- บรรณาธิการบริหาร: ผศ.ดร.สถาพร วิชัยรัมย์
🚩🚩🚩ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) 2569
🚩🚩🚩ปีที่3(2) กรกฎาคม-ธันวาคม 2568
🚩🚩🚩ปีที่3(1) มกราคม-มิถุนายน 2568
วารสารวิชาการ “วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์” ของสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ แนวคิด ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านการบริหาร การจัดการ การบริหารท้องถิ่น และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหาร การจัดการ การบริหารท้องถิ่น และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป โดยมีระยะเวลาการตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ และวารสารนี้มีเป้าหมายที่พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานของคุณภาพผลงานวิชาการ ทั้งนี้เพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre : TCI) ต่อไป


