ข่าวนักศึกษา, ประชาสัมพันธ์, ภาพกิจกรรม

ทฤษฎีรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

บทความโดย

9
แชร์บทความนี้

“ทฤษฎีและสาขาวิชาการที่เป็นรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development: HRD)”

1. ความหมายและความสำคัญของทฤษฎี
ทฤษฎี คือ ระบบความรู้ที่รวบรวมข้อเท็จจริง ข้อสมมติฐาน และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อใช้ในการ อธิบาย คาดการณ์ และสร้างความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นทฤษฎีจึงมีความสำคัญต่อการวิจัย เพราะช่วยให้นักวิจัยสามารถกำหนดแนวทางในการศึกษา ตั้งสมมติฐาน อธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปร เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงนำผลการวิจัยไปสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทฤษฎีช่วยตอบคำถามสำคัญว่า “ปรากฏการณ์คืออะไร และปรากฏการณ์นั้นทำงานหรือเกิดขึ้นอย่างไร”
2. ความสำคัญของทฤษฎีต่อการวิจัย
ทฤษฎีมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการวิจัยหลายประการ ได้แก่เป็นพื้นฐานของการวิจัยช่วยกำหนดแนวทางในการศึกษาปรากฏการณ์ ตั้งสมมติฐาน และค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
ช่วยกำหนดทิศทางการวิจัยทำให้การวิจัยมีกรอบและแนวทางที่ชัดเจน ไม่ศึกษาอย่างไร้ทิศทาง
ช่วยทบทวนและต่อยอดงานวิจัยเดิม นักวิจัยสามารถศึกษาว่างานวิจัยที่ผ่านมาใช้ทฤษฎีใด และนำมาประยุกต์หรือพัฒนาต่อยอดได้อย่างไรช่วยสร้างแนวทางที่เป็นระบบทฤษฎีทำให้สามารถจัดระเบียบความรู้และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ การทดสอบและพัฒนาทฤษฎีสามารถนำไปสู่ข้อค้นพบและองค์ความรู้ใหม่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบและเพิ่มคุณค่าของงานวิจัยการเปรียบเทียบแนวคิดหรือผลการศึกษาจากหลายแหล่งช่วยเพิ่มความเข้าใจและความน่าเชื่อถือขององค์ความรู้
3. ทฤษฎี 3 กลุ่มที่เป็นรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ภาพสรุปว่า HRD จำเป็นต้องอาศัยทฤษฎีจากหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1) ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Theory)
มองว่า มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างคุณค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ให้แก่องค์การและสังคม การลงทุนด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการลงทุนที่สามารถเพิ่มความรู้ ทักษะ ความสามารถ และผลิตภาพของบุคคลได้แนวคิดสำคัญ ได้แก่
ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory)
การลงทุนในคน เช่น การศึกษาและการฝึกอบรม สามารถเพิ่มความรู้ ความสามารถ ผลิตภาพ  รายได้ และคุณภาพชีวิต
อุปสงค์และอุปทาน (Supply & Demand)
การพัฒนาบุคลากรควรสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและความพร้อมของทรัพยากร
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of Demand)
ใช้อธิบายการตอบสนองของความต้องการต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา/ต้นทุน
ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
การเลือกลงทุนในด้านหนึ่งย่อมหมายถึงการเสียโอกาสในการนำทรัพยากรไปใช้กับทางเลือกอื่น
2) ทฤษฎีทางจิตวิทยา (Psychological Theory)
มุ่งทำความเข้าใจ พฤติกรรม แรงจูงใจ การเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงของบุคคล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบกิจกรรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แนวคิดสำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้ ช่วยอธิบายว่าบุคคลเรียนรู้และพัฒนาความรู้หรือทักษะได้อย่างไร ทฤษฎีบุคลิกภาพและเจตคติ ช่วยทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ช่วยอธิบายและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากรแนวคิดด้านแรงจูงใจช่วยให้องค์การสามารถออกแบบการพัฒนาบุคลากรให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล
3) ทฤษฎีระบบ (Systems Theory)
มองว่า องค์การเป็นระบบที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วนซึ่งเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงไม่ควรมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ควรพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคล → กระบวนการ → เทคโนโลยี → องค์การ → สภาพแวดล้อม
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีระบบช่วยให้นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สามารถวิเคราะห์องค์การอย่างเป็นระบบ ระบุปัญหาและความต้องการในการพัฒนามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างคน กระบวนการ และสภาพแวดล้อมออกแบบระบบการพัฒนาที่สอดคล้องกับองค์การลดปัญหาที่เกิดจากการมององค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งแยกออกจากระบบโดยรวม
4. การบูรณาการทฤษฎีทั้ง 3 กลุ่ม
ทฤษฎีทั้งสามกลุ่มมีลักษณะเฉพาะของตนเอง แต่สามารถ บูรณาการและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ภายใต้กรอบของจริยธรรม
เศรษฐศาสตร์ → ช่วยอธิบายคุณค่า การลงทุน และผลตอบแทนจากการพัฒนาคน
จิตวิทยา → ช่วยอธิบายการเรียนรู้ แรงจูงใจ และพฤติกรรมของบุคคล
ทฤษฎีระบบ → ช่วยมองความสัมพันธ์ของบุคคล กระบวนการ องค์การ และสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
จริยธรรม → เป็นพื้นฐานที่ช่วยกำกับให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ดำเนินไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และรับผิดชอบ ดังนั้น การนำทฤษฎีทั้งสามกลุ่มมาบูรณาการจึงช่วยให้ HRD สามารถมองปัญหาและการพัฒนาบุคลากรได้ อย่างรอบด้านและเป็นระบบมากขึ้น
5. เป้าหมายของการบูรณาการทฤษฎี
การบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขาช่วยให้เกิดองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
การจัดระเบียบแนวคิด (Organizing Concepts)
การประมวลและรวบรวมความรู้ (Codified Knowledge)
ทฤษฎีที่เป็นแกนหรือกรอบสำคัญ (Underpinning Theories)
ระเบียบวิธีเฉพาะ (Particular Methodologies)
คำศัพท์และแนวคิดทางวิชาการเฉพาะ (Unique Technical Jargon)
ผลลัพธ์ที่ต้องการคือการสร้าง “กรอบแนวคิดและองค์ความรู้ที่เป็นระบบ” ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำความเข้าใจ ออกแบบ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. กระบวนการนำทฤษฎีมาใช้ในการวิจัย
สามารถสรุปเป็นลำดับได้ดังนี้
ทบทวนวรรณกรรม → เชื่อมโยง/เลือกทฤษฎี → กำหนดปัญหาและสมมติฐาน → เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล → สรุปผลและพัฒนาองค์ความรู้
กล่าวคือ นักวิจัยเริ่มจากศึกษาความรู้และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเลือกทฤษฎีที่เหมาะสมมาเป็นกรอบแนวคิด กำหนดสมมติฐานและดำเนินการวิจัย แล้วนำผลที่ได้มาใช้ยืนยัน ปรับปรุง หรือต่อยอดองค์ความรู้เดิม
7. ประโยชน์ของการใช้ทฤษฎีในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การใช้ทฤษฎีช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถอธิบายปัญหาและปรากฏการณ์ได้อย่างเป็นระบบออกแบบกิจกรรมการพัฒนาได้อย่างมีเหตุผลเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายศาสตร์เข้าด้วยกันสามารถประเมินผลการพัฒนาได้ชัดเจนขึ้นนำไปประยุกต์ใช้กับบุคคล องค์การ และสังคมได้สร้างคุณค่าและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการพัฒนาสร้างองค์ความรู้และต่อยอดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต
 สรุปภาพรวม
ทฤษฎีเป็นรากฐานสำคัญของการวิจัยและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะช่วยกำหนดทิศทาง อธิบายความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ และสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดย HRD ไม่ได้อาศัยทฤษฎีจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นศาสตร์แบบ บูรณาการ ที่นำความรู้จาก เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และทฤษฎีระบบ มาผสมผสานกัน ภายใต้กรอบของ จริยธรรม เพื่อทำความเข้าใจ พัฒนา และเพิ่มศักยภาพของบุคคลและองค์การอย่างเป็นระบบและยั่งยืน                         

ผู้เรียบเรียง  

1. นายภูธเนศ ไวยวุฒินันท์ รหัส010

2. นายวีรภัทร จำปาแดง รหัส016

3. นางสาว พิชชญาดา หาญสุวรรณ์ รหัส031

4. นางสาว ศิวภัทร มณีเติม รหัส039