วารสาร
บทความ, ประชาสัมพันธ์

วารสาร : นวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 3(2) กรกฎาคม-ธันวาคม 2568

บทความโดย

876
แชร์บทความนี้

วารสาร : นวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 3(2) กรกฎาคม-ธันวาคม 2568

วารสาร

วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นวารสารที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การบริหาร การจัดการ การบริหารท้องถิ่น และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตลอดจนบทวิเคราะห์ สังเคราะห์และเสนอทางออกในการแก้ปัญหาให้แก่สังคม โดยมีรูปแบบการตีพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566  โดยมีกำหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) 

วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  ฉบับนี้ เป็นปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) พ.ศ. 2568 ประกอบด้วย 2 บทความวิชาการ และ 6 บทความวิจัย มุ่งเน้นการวิเคราะห์พลวัตและประสิทธิภาพของระบบราชการไทย ตั้งแต่ระดับโครงสร้างอำนาจไปจนถึงการปฏิบัติงานส่วนท้องถิ่น วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของราชการในฐานะ “รัฐเงา” ที่มีอำนาจแฝงเร้นและเครือข่ายความสัมพันธ์นอกกระบวนการประชาธิปไตย สะท้อนภาพลักษณ์การปรับตัวสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” ขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการสื่อสารและการบริการให้เข้าถึงง่ายขึ้น และประสิทธิผลการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลที่พบว่า “ความมีไมตรีจิตและสมรรถนะของเจ้าหน้าที่” เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ประชาชน กล่าวได้ว่า การบริหารภาครัฐไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการ “ถอดรื้ออำนาจที่มองไม่เห็น” ควบคู่ไปกับการพัฒนาไปสู่ “รัฐเปิด” ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

  • บทความวิชาการ: ระบบราชการในรัฐเงา: การบริหารที่มองไม่เห็นภายใต้เงื่อนไขเชิงอำนาจ
  • บทความวิชาการ: นวัตกรรมวิถีเชิงวัฒนธรรมกับการบริหารระบบเศรษฐกิจชุมชน ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  • บทความวิจัย: การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอย ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
  • บทความวิจัย: การศึกษาการลงทุนและรายได้ของกลุ่มเกษตรกร ตำบลโนนกลาง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
  • บทความวิจัย: การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารภาครัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
  • บทความวิจัย: การบริหารจัดการที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทอผ้าไหม บ้านอุ่มแสง ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  • บทความวิจัย: ประสิทธิผลการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลมะเฟือง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
  • บทความวิจัย: ประสิทธิผลของเทศบาลห้วยราชในการจัดการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
วารสาร
 
วารสารฉบับนี้สังเคราะห์องค์ความรู้จากบทความวิชาการและงานวิจัย เพื่อนำเสนอภาพรวมเชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตของการบริหารภาครัฐไทย เศรษฐกิจชุมชน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมีประเด็นสำคัญที่ค้นพบดังนี้:
  • 1.โครงสร้างอำนาจรัฐซ้อนเร้น (รัฐเงา):ระบบราชการไทยไม่ได้เป็นเพียงกลไกบริหารที่เป็นกลาง แต่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของ “รัฐเงา” ซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจแฝงที่อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายที่เป็นทางการ โครงสร้างนี้ใช้วาทกรรม พิธีกรรม และความซับซ้อนเชิงระบบเพื่อสร้างความชอบธรรมและทำให้การใช้อำนาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและยากต่อการตรวจสอบ การทำความเข้าใจมิตินี้เป็นกุญแจสำคัญในการวิพากษ์และปฏิรูประบบบริหารภาครัฐให้โปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง
  • 2.ทุนทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์:การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนในยุคดิจิทัลต้องอาศัย “นวัตกรรมวิถีเชิงวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ “ทุนทางวัฒนธรรม” ไม่ว่าจะเป็นทักษะฝีมือ (ทุนในตัวตน) ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (ทุนในรูปวัตถุ) หรือการรับรองมาตรฐาน (ทุนในรูปสถาบัน) ล้วนเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่สามารถต่อยอดเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้ตามยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการตลาดที่ทันสมัย
  • 3.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในระดับท้องถิ่น:การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารภาครัฐระดับท้องถิ่นได้รับการยอมรับในระดับสูงจากประชาชน โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร แต่ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริการสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
  • 4.ประสิทธิผลการบริการสาธารณะและความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน:กรณีศึกษาในระดับท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่า ประสิทธิผลของการบริการประชาชนอยู่ในระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในมิติความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น ความมีไมตรีจิตและความไว้วางใจ ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน (เช่น กลุ่มทอผ้าไหม) ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่เป็นระบบในด้านการวางแผน การควบคุมคุณภาพ และการประสานงาน แต่ยังคงมีความท้าทายในด้านการตลาด การเข้าถึงแหล่งทุน และการส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการจำหน่ายสินค้าโดยตรง
โดยสรุป เอกสารวิชาการทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงความท้าทายและความซับซ้อนของการบริหารจัดการในบริบทสังคมไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นการทำงานพร้อมกันในหลายระดับ ตั้งแต่การวิพากษ์โครงสร้างอำนาจมหภาคในระบบราชการ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านนวัตกรรมทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวัดผลการดำเนินงานในระดับจุลภาค เพื่อนำไปสู่การพัฒนารัฐที่โปร่งใสและเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน
——————————————————————————–
การวิเคราะห์เชิงลึกตามประเด็นหลัก
ประเด็นที่ 1: โครงสร้างอำนาจรัฐและระบบราชการในฐานะ “รัฐเงา”
บทความวิชาการเรื่อง “ระบบราชการในรัฐเงา: การบริหารที่มองไม่เห็นภายใต้เงื่อนไขเชิงอำนาจ” โดย สมปอง สุวรรณภูมา และ กมัยธร มงคลกุล ได้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ระบบราชการไทยผ่านแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์เชิงวิพากษ์ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
นิยามและแนวคิดสำคัญ:
รัฐเงา (Shadow State):คือโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่นอกเหนือระบบทางการตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารประเทศ ประกอบด้วยเครือข่ายอำนาจต่างๆ เช่น กองทัพ ศาล องค์กรอิสระ และกลุ่มทุน ซึ่งดำเนินงานผ่านกลไกที่ยากต่อการตรวจสอบจากสาธารณะ
ระบบราชการในฐานะกลไกที่ไม่เป็นกลาง:แม้ระบบราชการจะถูกมองว่าเป็นกลไกที่มีเหตุผลและเป็นกลาง (Rational-legal authority) ตามแนวคิดของ Max Weber แต่ในทางปฏิบัติกลับทำหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมเส้นทางนโยบาย” และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจในรัฐเงา โดยสามารถตีความ ดัดแปลง หรือชะลอนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม
รัฐประศาสนศาสตร์เชิงวิพากษ์ (Critical Public Administration):เป็นแนวทางที่มุ่งตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ ความรู้ และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่ในระบบราชการ โดยใช้แนวคิดของ Michel Foucault ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “อำนาจ-ความรู้-นโยบาย” (Power-Knowledge-Policy) เพื่อเปิดเผยกลไกที่ถูกทำให้มองไม่เห็น
กลไกการทำงานของอำนาจที่มองไม่เห็น:
1.วาทกรรมและพิธีกรรมของราชการ:ระบบราชการผลิตซ้ำวาทกรรมเกี่ยวกับความมั่นคง ความเป็นระเบียบ และความเป็นกลาง ผ่านการใช้ภาษาทางการ เครื่องแบบ และพิธีกรรมต่างๆ (เช่น การเคารพธงชาติ, การใช้ราชาศัพท์) สิ่งเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและทำให้เกิดความเชื่อว่า “ราชการคือรัฐ” และเป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งช่วยปกปิดการใช้อำนาจครอบงำและการเลือกปฏิบัติ
2.การสร้างความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง:การจัดระบบราชการให้มีลำดับชั้นที่ซับซ้อน การแยกส่วน และการควบคุมข้อมูล ทำให้การตรวจสอบจากภายนอกเป็นไปได้ยาก การอ้างอิงกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงได้ยากกลายเป็นกำแพงที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน
3.ความเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจอื่น:ระบบราชการไทยมิได้ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ แต่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกองทัพ ศาล องค์กรอิสระ และกลุ่มทุน โดยเฉพาะในช่วงหลังรัฐประหาร ระบบราชการมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสถาปนาระเบียบใหม่ และข้าราชการระดับสูงอาจมีบทบาทเสมือน “ผู้ร่วมรัฐประหาร”
ข้อเสนอเชิงทฤษฎีและองค์ความรู้ใหม่:
บทความได้เสนอให้ก้าวข้ามจาก “รัฐราชการ” ไปสู่ “รัฐเปิดประชาธิปไตย” (Deliberative Open State) ซึ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มความโปร่งใสทางเทคโนโลยี แต่เป็นการปฏิรูปวิธีคิดของระบบราชการให้เปลี่ยนจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้ประสานสาธารณะ” ที่เปิดรับการถกเถียงอย่างมีเหตุผลจากภาคประชาชน
มิติ
แนวคิดใหม่ที่นำเสนอ
อัตลักษณ์ของราชการ
เป็น “พื้นที่ของอำนาจแฝง” (Embedded Power Space) ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติที่เป็นกลาง
กลไกอำนาจ
อำนาจแฝงตัวอยู่ในวาทกรรม พิธีกรรม ระเบียบ และวัฒนธรรมราชการ
แนวทางการปฏิรูป
เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางอำนาจ ไม่ใช่แค่ปรับโครงสร้าง
บทบาทพลเมือง
เปลี่ยนจาก “ผู้รับนโยบาย” เป็น “ผู้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและตัดสินใจ”
ประเด็นที่ 2: นวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน
บทความเรื่อง “นวัตกรรมวิถีเชิงวัฒนธรรมกับการบริหารระบบเศรษฐกิจชุมชนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” โดย สมศักดิ์ ศรีสันติสุข และ ยุทธศาสตร์ หน่อแก้ว ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของวัฒนธรรมในการเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
นิยามและแนวคิดสำคัญ:
นวัตกรรมวิถีเชิงวัฒนธรรม (Cultural Innovation):คือการพัฒนาแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ โดยผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและแก้ไขปัญหาในยุคโลกาภิวัตน์
ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital):อ้างอิงแนวคิดของ Pierre Bourdieu โดยมองว่าทุนไม่ได้มีแค่ในรูปของตัวเงิน แต่ยังรวมถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมา ซึ่งแบ่งได้ 3 ลักษณะ:
    1.ทุนในตัวตน (Embodied Capital):ทักษะ ความรู้ ภูมิปัญญา ที่ฝังลึกในตัวบุคคล เช่น ทักษะการทอผ้า
    2.ทุนในรูปของวัตถุ (Objectified Capital):สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น ผ้าไหมลวดลายโบราณ เครื่องมือทอผ้า
    3.ทุนในรูปสถาบัน (Institutionalized Capital):การรับรองอย่างเป็นทางการที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เช่น การได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน, ตรานกยูงพระราชทาน
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy):คือแนวทางการจัดการที่นำความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (เช่น ผ้าไหม) และทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์)
ปัจจัยสู่ความสำเร็จของนวัตกรรมวิถีเชิงวัฒนธรรม:
บทความได้สรุป 3 มิติที่จำเป็นต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน:
1.ความสามารถด้านนวัตกรรม:การพัฒนาทักษะและศักยภาพของคนในท้องถิ่นผ่านการฝึกอบรม
2.ความเต็มใจที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม:บทบาทของผู้นำในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและส่งเสริมความคิดริเริ่มใหม่ๆ
3.การสร้างโอกาสแห่งนวัตกรรม:ความพร้อมด้านทรัพยากร ทั้งการเงิน เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ
การเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ:
แนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทย เช่น:
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี:โดยเฉพาะด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power):การใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13:ที่ระบุว่าทุนทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และกระจายรายได้สู่ชุมชน
ประเด็นที่ 3: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการให้บริการภาครัฐระดับท้องถิ่น
งานวิจัยเชิงปริมาณ 2 ฉบับ ได้แก่ กรณีศึกษา อบต.บ้านไทร จ.บุรีรัมย์ และ อบต.มะเฟือง จ.บุรีรัมย์ ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐในระดับท้องถิ่น
กรณีศึกษาที่ 1: การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (อบต.บ้านไทร)งานวิจัยเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารภาครัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไทร” โดย มายศ เการัมย์ และคณะ ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน 378 คน พบว่า:
ภาพรวมประสิทธิภาพ:การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารภาครัฐโดยรวมอยู่ในระดับมาก(ค่าเฉลี่ย 4.17)
มิติที่โดดเด่น:ด้านการสื่อสารได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (4.26) สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนรับรู้ถึงการใช้ช่องทางดิจิทัลในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ได้ดี
ปัญหาและอุปสรรค:
    ◦การเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง:มีความท้าทายในการทำให้ผู้สูงอายุและกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของภาครัฐได้
    ◦การพัฒนาบุคลากร:มีความจำเป็นต้องฝึกอบรมบุคลากรให้พร้อมรับการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ
    ◦การตอบสนองความต้องการ:ต้องมีการประเมินและพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม
กรณีศึกษาที่ 2: ประสิทธิผลการให้บริการประชาชน (อบต.มะเฟือง)งานวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลมะเฟือง” โดย ณัฐฐาปนินทร์ เพียรแก้ว และคณะ ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน 346 คน พบว่า:
ภาพรวมประสิทธิผล:ประสิทธิผลการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย 4.55)
มิติที่โดดเด่น:ด้านความมีไมตรีจิต(4.56)ด้านสมรรถนะ(4.55) และด้านความไว้วางใจ(4.55) ได้รับคะแนนสูงสุด สะท้อนว่าประชาชนมีความพึงพอใจอย่างสูงต่อปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่
การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มประชากร:ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ไม่มีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งบ่งชี้ว่าการบริการเป็นไปอย่างเสมอภาค
ข้อเสนอแนะจากประชาชน:
    ◦ควรให้บริการตรงตามเวลาที่นัดหมาย
    ◦เจ้าหน้าที่ควรยิ้มแย้มแจ่มใส
    ◦ควรพัฒนาระบบบริการให้ครบวงจรในจุดเดียว (One-Stop Service)
ประเด็นที่ 4: กรณีศึกษาการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน (กลุ่มทอผ้าไหมบ้านอุ่มแสง)
งานวิจัยเชิงคุณภาพเรื่อง “การบริหารจัดการที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทอผ้าไหม บ้านอุ่มแสง” โดย กัลย์สุดา แสงแก้ว และคณะ ได้สัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จและปัญหาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการ:
จากการวิเคราะห์น้ำหนักความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ พบว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือ:
1.ด้านการตลาดและการวางแผน (น้ำหนัก 18):กลุ่มมีการวางแผนการผลิตล่วงหน้าตามคำสั่งซื้อ มีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน (ประธาน, คณะกรรมการ) และมีการแบ่งงานให้สมาชิกอย่างเป็นระบบ
2.ด้านรายได้ (น้ำหนัก 15):มีการกำหนดราคาที่เหมาะสมตามคุณภาพ ความยากง่ายของลาย และชนิดของสี (สีธรรมชาติราคาสูงกว่าสีเคมี) และเริ่มใช้ช่องทางออนไลน์ในการจำหน่าย
3.ด้านการประสานงาน (น้ำหนัก 14):ใช้การสื่อสารแบบผสมผสาน ทั้งช่องทางออนไลน์ (กลุ่มไลน์) และดั้งเดิม (หอกระจายข่าว) เพื่อให้เข้าถึงสมาชิกทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
4.ด้านการควบคุมคุณภาพ (น้ำหนัก 8):มีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้างมาตรฐาน และมีสีที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่ม เช่น “สีนกยูงทอง” และ “สีกุลา”
ปัญหาและอุปสรรค:
การตลาดและการจำหน่าย:การขายยังพึ่งพารูปแบบดั้งเดิม (ออกร้าน, งานแสดงสินค้า) และการจำหน่ายสินค้ายังเป็นหน้าที่ของประธานและคณะกรรมการเป็นหลัก สมาชิกส่วนใหญ่ยังขาดทักษะและประสบการณ์ด้านการตลาดโดยตรง
การเข้าถึงแหล่งทุน:กลุ่มประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนในการผลิต
ข้อจำกัดด้านแรงงาน:การทอผ้าเป็นอาชีพเสริมหลังว่างเว้นจากภาคเกษตร ทำให้ปริมาณการผลิตไม่แน่นอน และอาจไม่ทันต่อความต้องการของตลาดในช่วงฤดูทำนา
ข้อเสนอแนะเชิงบริหาร:
กลุ่มควรส่งเสริมให้สมาชิกมีบทบาทในการจำหน่ายสินค้าโดยตรงมากขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะด้านการตลาดและสร้างความสามารถในการทดแทนกันได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของกลุ่มในระยะยาว
รายละเอียดเพิ่มเติม: คลิก