ประชาสัมพันธ์, ภาพกิจกรรม

โปสเตอร์ สรุปวิชา สันติศึกษาเพื่อการบริหารความขัดแย้ง ของกลุ่ม แสนแสบ บุญเจริญ

บทความโดย

1,719
แชร์บทความนี้

แนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งเน้นย้ำว่าความขัดแย้งเป็นแก่นแท้ของสังคม เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มาร์กซ์เสนอว่าความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง การปฏิวัติเป็นทางออกเดียวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม เมื่อกลุ่มชนชั้นพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอง และการเปลี่ยนแปลงสังคมเกิดจากการต่อสู้ของชนชั้น ซึ่งผลประโยชน์ที่แตกต่างกันเป็นตัวผลักดันในประวัติศาสตร์แนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ซึ่งเป็นบิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าบุคลิกภาพของมนุษย์ถูกกำหนดโดยจิตไร้สำนึก (unconscious mind) ซึ่งเป็นที่เก็บซ่อนความขัดแย้ง ความต้องการ และความทรงจำที่ถูกกดทับ ฟรอยด์เสนอว่าบุคลิกภาพมีโครงสร้างประกอบด้วย Id, Ego, และ Superego โดย Id ทำงานตามหลักความพึงพอใจ Ego ทำงานตามหลักความจริง และ Superego เป็นตัวแทนของศีลธรรม บุคคลมีความขัดแย้งในจิตใจระหว่างความต้องการในจิตไร้สำนึก (Id) กับบรรทัดฐานของสังคม (Superego) ซึ่งถูกควบคุมโดย Ego นอกจากนี้ ฟรอยด์ยังเชื่อว่าการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นไปตามช่วงวัย (Psychosexual stages) และแรงขับทางเพศ (Libido) เป็นพลังขับเคลื่อนหลักของพฤติกรรมและการพัฒนาบุคลิกภาพ หากมีความขัดแย้งในแต่ละช่วงวัย อาจนำไปสู่ปัญหาบุคลิกภาพในอนาคตบทบาทของการรับรู้ต่อพฤติกรรมมนุษย์ โดยระบุว่าการรับรู้คือกระบวนการที่มนุษย์ใช้ประสาทสัมผัสในการแปลความหมายของสิ่งเร้า ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรม ปัจจัย 6 ด้าน ได้แก่ สภาพร่างกาย ครอบครัว วัฒนธรรม การจูงใจ ประสบการณ์ในอดีต และบุคลิกภาพ ล้วนมีอิทธิพลต่อการรับรู้ วัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดค่านิยม พฤติกรรม และภาพลักษณ์ของบุคคลในสังคม นอกจากนี้ ความแตกต่างในการรับรู้ระหว่างบุคคลยังนำไปสู่การตัดสินใจที่ต่างกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือปัญหาในการทำงานร่วมกันได้

สรุปเรื่อง “ปัญหา/ความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม” โดยระบุว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่น ความล่าช้า ซึ่งนำไปสู่ความไม่พอใจ ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากความไม่ชัดเจนของหน้าที่ การแข่งขันทรัพยากร หรือความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล วิธีแก้ไขความขัดแย้งที่ดีคือการเปิดเผย เป็นปรนัย ไม่เข้าส่วนบุคคล และไม่ยึดติดกับอดีต การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการปรึกษาหารือเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดความขัดแย้งของแม็กซ์ เวเบอร์ ซึ่งมองว่าความขัดแย้งเกิดจากการมีทรัพยากรหรือรางวัลอย่างจำกัด ทำให้คนหรือกลุ่มต่างๆ ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้น เวเบอร์เชื่อว่าการแข่งขันในรูปแบบความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่การชนะ-แพ้ ซึ่งฝ่ายที่ชนะจะได้รับการยอมรับและรางวัล ความขัดแย้งมีความสำคัญในสังคมหลายประการ เช่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคม และเป็นกลไกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังทำให้เกิดการแบ่งแยกกลุ่มที่มีอำนาจ และกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งการใช้อำนาจเพื่อสร้างระเบียบทางสังคม และโครงสร้างทางสังคมที่ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้มีอำนาจ ก็เป็นผลมาจากความขัดแย้งนี้เช่นกัน ประสิทธิภาพของการใช้อำนาจในการแก้ไขความขัดแย้งนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ

ฟรอยด์เชื่อว่าจิตของมนุษย์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ จิตไร้สำนึก (Unconscious), จิตใต้สำนึก (Id), จิตสำนึก (Ego), และอภิปรัสนา (Superego) โดยแต่ละส่วนมีบทบาทแตกต่างกันไป Id ทำงานตามหลักความพึงพอใจ Ego ทำงานตามหลักแห่งความเป็นจริง และ Superego ทำงานตามหลักศีลธรรมและจริยธรรม นอกจากนี้ ฟรอยด์ยังเสนอแนวคิดพัฒนาการทางเพศ (Psychosexual Development) และความฝัน (Dreams) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของจิตไร้สำนึกและเป็นหนทางสู่ความเข้าใจความปรารถนาและความขัดแย้งที่ถูกเก็บกดไว้

บทบาทของการรับรู้ต่อพฤติกรรมมนุษย์ โดยให้ความหมายของการรับรู้ว่าเป็นกระบวนการที่มนุษย์รู้สึกตัวถึงสิ่งเร้าผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และมีการตอบสนอง เช่น หิว หรือ ใส่เสื้อกันหนาว ความสำคัญของการรับรู้คือมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรม และความขัดแย้งในการรับรู้มักนำไปสู่ปัญหาในการทำงานเสมอองค์ประกอบของการรับรู้ประกอบด้วย ตัวผู้รับรู้ (ทัศนคติ, บุคลิก, สติปัญญา), สิ่งที่รับรู้ (ความโดดเด่น, ลักษณะ, ความแปลกใหม่) และสภาพแวดล้อม (บรรยากาศ, แสง, เสียง, เวลา)ผลที่ตามมาของการรับรู้ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ: การตัดสินใจแบบเดี่ยว (รวดเร็ว, มีอำนาจ, แต่ขาดมุมมอง) และการตัดสินใจแบบกลุ่ม (หลากหลาย, รอบคอบ, แต่ช้า) ปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้ 6 ประการ ได้แก่ สภาพทางร่างกาย, อิทธิพลครอบครัว, วัฒนธรรม, แรงจูงใจ, ประสบการณ์ในอดีต, และบุคลิกภาพ นอกจากนี้ บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการขัดเกลาทางสังคม 7 กลุ่ม ได้แก่ บิดามารดา, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, เพื่อน, กลุ่มอาชีพ, หลักศาสนา และสื่อมวลชน

“ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม” ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อการทำงานร่วมกันมีอุปสรรค โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ความขัดแย้งทางค่านิยม หรือการแข่งขันที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลให้เกิดความตึงเครียดและผลเสียต่อองค์กร ความขัดแย้งและความหมายของปัญหาคือ ความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันกับที่พึงประสงค์ เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการบรรลุเป้าหมาย และเป็นสถานการณ์ที่บุคคลหรือกลุ่มเห็นความแตกต่างกันในเรื่องความต้องการ ทัศนคติ หรือบทบาท อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความขัดแย้งบางทฤษฎีมองว่าความขัดแย้งสามารถเป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้ หากมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น การนำไปสู่การพัฒนาองค์กร หรือเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ คุณลักษณะของความขัดแย้งยังระบุว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ต้องแสดงออกเพื่อลดความตึงเครียด และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา

แม็กซ์ เวเบอร์ เห็นว่าความขัดแย้งเกิดจากการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันของทรัพยากรทำให้เกิดการแข่งขันและการปะทะระหว่างกลุ่ม ผู้นำมีบทบาทในการใช้อำนาจควบคุมและสร้างระเบียบเพื่อความสงบ เมื่อกลุ่มที่เสียเปรียบลุกขึ้นต่อต้าน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ถ้าใช้อำนาจอย่างชอบธรรม การเปลี่ยนแปลงจะสงบ แต่หากไม่ก็อาจเกิดความรุนแรง

คาร์ล จี จุง แบ่งบุคลิกภาพมนุษย์ออกเป็น 2 แบบ คือ บุคลิกเปิดเผย (Extrovert) และบุคลิกไม่เปิดเผย (Introvert) ความแตกต่างของบุคคลเกิดจากความฉลาด ความเร็วในการคิด และความสามารถในการปฏิบัติ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความแตกต่างของบุคคลคือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้านและในโรงเรียนมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของแต่ละคน

บทที่ 4 “บทบาทการปรับพฤติกรรมมนุษย์” มุ่งเน้นการทำความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยพิจารณาปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อพฤติกรรม จุดประสงค์คือช่วยให้บุคคลปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเรียนรู้และกลยุทธ์ต่างๆ

บทที่ 5 เรื่อง “ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม” อธิบายถึงลักษณะของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกัน ทั้งประเภท สาเหตุ และผลกระทบ เนื้อหาเน้นการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เพื่อเป้าหมายร่วมกัน โดยมองว่าความขัดแย้งอาจเป็นปัญหาหรือเป็นโอกาสในการพัฒนา แนวทางการแก้ไขมุ่งเน้นการสื่อสาร ความเข้าใจ และการหาจุดร่วมเพื่อนำไปสู่การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่ง รวมไปถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากทรัพยากรหรือรางวัลที่มีอยู่อย่างจำกัด อำนาจที่ซับซ้อนเหตุไม่เท่าเทียมทางสีคม ก็เป็นเหตุหนึ่งของความขัดแย้ง

แนวคิดด้านพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันทำให้มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ปมด้อย ปมเด่น สัมพันธภาพระหว่างครอบครัว พฤติกรรมส่วนมากของมนุษย์ ถูกกระตุ้นจากสัญชาตญาณที่มีมาแต่เกิด

พฤติกรรมมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากครอบครัว วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และองค์การ การมีกลุ่มช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ดีขึ้น ข้อดีของการอยู่กลุ่มคือช่วยให้เกิดความสามัคคี มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กลุ่มมีทั้งแบบทางการ เช่น หน่วยงานธุรกิจ และไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่มเพื่อน ผลของกลุ่มที่เหนียวแน่น คือเกิดความร่วมมือ ความมั่นใจ และพฤติกรรมที่ดีของสมาชิก

ปัญหาความขัดแย้งเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกัน ความขัดแย้งอาจเกิดจากความคาดหวัง อำนาจ การสื่อสาร และกฎระเบียบ ธรรมชาติของความขัดแย้งมีทั้งด้านดี เช่น กระตุ้นความคิด และด้านลบ เช่น ทำให้ทำงานช้า การแก้ปัญหาความขัดแย้งต้องเปิดเผย พูดคุย และหาทางเลือกที่เหมาะสมร่วมกัน ความขัดแย้งในทีมเกิดได้จากโครงสร้างองค์กร การบริหารงาน และเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกัน

แนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์มองว่าความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา
ต้นเหตุของความขัดแย้งคือเศรษฐกิจ เพราะกลุ่มต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่สอดคล้องกัน
ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง
มาร์กซ์เสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่าน “การปฏิวัติ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
การปฏิวัติเป็นหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อความเสมอภาคและสังคมที่เป็นธรรม

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่เชื่อว่าบุคลิกภาพมนุษย์ประกอบด้วย 3 ระบบหลัก ได้แก่ อิด (Id), อีโก้ (Ego) และซูเปอร์อีโก้ (Superego) ซึ่งทำงานร่วมกัน แต่แยกจากกันไม่ได้ อิด (Id) คือสัญชาตญาณหรือแรงขับที่เกิดขึ้นโดยกำเนิด ทำงานตามหลักความพึงพอใจ อีโก้ (Ego) คือการรับรู้ ความคิด และเหตุผล ทำหน้าที่ควบคุมและตัดสินใจตามหลักความเป็นจริง ซูเปอร์อีโก้ (Superego) คือระบบระเบียบและค่านิยมของสังคม ทำหน้าที่ควบคุมและยับยั้งพฤติกรรมให้เหมาะสม บุคลิกภาพเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งสามส่วนนี้

“แนวความคิดการรับรู้ต่อพฤติกรรมมนุษย์” ในบริบทขององค์กร ซึ่งระบุว่าปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้มี 6 ประการได้แก่ สภาพทางร่างกาย, อิทธิพลของครอบครัว, วัฒนธรรม, การจูงใจ, ประสบการณ์ในอดีต และบุคลิกภาพ อับราฮัม มาสโลว์ เสนอลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ซึ่งรวมถึง Physiological, Safety, Love/Belonging, Esteem และ Self-Actualization การตัดสินใจในกลุ่มหรือโดยบุคคลเดียว มีผลต่อประสิทธิภาพและแนวทางขององค์กร โดยวัฒนธรรมและกระบวนการทางสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมบุคคลในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ปัญหาในกลุ่มยังเกิดจากการไม่สอดคล้องของบทบาท การรับรู้บทบาท และความขัดแย้งด้านบทบาท ทำให้เกิดความขัดแย้งและปัญหาในการทำงานร่วมกัน

“ปัญหาและความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม” โดยแบ่งเป็นหัวข้อหลัก 4 ส่วน ได้แก่ ธรรมชาติของความขัดแย้ง (ซึ่งเป็นธรรมชาติและช่วยแก้ข้อผิดพลาด), แนวคิด (ที่มองว่าปัญหาเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้), ความหมายของปัญหา (Problem) และความหมายของความขัดแย้ง (Conflict) นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงชนิดของความขัดแย้ง เช่น ความคลุมเครืออำนาจหน้าที่ และประโยชน์-โทษของความขัดแย้ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดหรือเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่

 

จากการศึกษาวิชาสันติศึกษาเพื่อการบริหารความขัดแย้ง ของกลุ่ม แสนแสบ บุญเจริญ พบว่า แนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ชี้ว่าความขัดแย้ง โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสังคม ขณะที่ซิกมันด์ ฟรอยด์ อธิบายบุคลิกภาพมนุษย์ว่าถูกกำหนดโดยจิตไร้สำนึก โครงสร้าง Id, Ego, Superego และพัฒนาการทางเพศ การรับรู้ของแต่ละบุคคลซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน รวมถึงวัฒนธรรม มีบทบาทอย่างยิ่งต่อความคิดและการตัดสินใจ และความแตกต่างของการรับรู้นี้มักนำไปสู่ความขัดแย้ง ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีมมักเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ตรงตามความคาดหวัง ซึ่งควรได้รับการแก้ไขด้วยการปรึกษาหารืออย่างเป็นกลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน