ผลงานนักศึกษา
บทความ

ผลงานนักศึกษา: ธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ [ผลกระทบของการละเลยหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ]

บทความโดย

1,581
แชร์บทความนี้

ผลงานนักศึกษา: ธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ [ผลกระทบของการละเลยหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ]

นักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รป.บ.) ภาค กศ.บป. ชั้นปีที่ 3 ในรายวิชา 2553304 นำเสนอผลงานนักศึกษา: ธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ [ผลกระทบของการละเลยหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ] โดยการใช้กระบวนการ 5ส (สงสัย สืบค้น สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เสนองาน)

นักศึกษา ภาค ก

หลักธรรมาภิบาลต่อการบริหารงานภาครัฐ : ผลกระทบของการละเลยหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ

เฉลิมวุฒิกาญจน์ วัดจะโป๊ะ1, อนุชา ฉวีรัมย์2, อรรนพ นามอาษา3, ณัชฐานันตร์ ธนวัตพิพัฒน์4
นักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์

บทนำ

การบริหารและการจัดการในภาครัฐและภาคเอกชนได้มีการให้ความสำคัญกับระบบคุณธรรมและจริยธรรม เนื่องจากการบริหารและการจัดการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนประสบกับภาวะวิกฤตอันเกิดจากการทุจริตที่ระบาดออกไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ความไม่รับผิดชอบต่อสังคมหรือส่วนรวม คำนึงแต่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องอันเป็นการบริหารจัดการที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม[1] ธรรมาภิบาล เป็นหลักการที่นำมาใช้บริหารงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลายด้วยเหตุเพราะช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ อาทิ พนักงานต่างทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ทำให้ผลประกอบการขององค์กรธุรกิจนั้นขยายตัว นอกจากนี้แล้วยังทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์กรนั้นๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น องค์กรที่โปร่งใส ย่อมได้รับความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจ รัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ(1)

เนื้อหา

หลักธรรมาภิบาล เป็นหลักการบริหารจัดการที่ดีเพราะมีการปรับวิธีคิด วิธีการบริหาร ราชการของประเทศไทยใหม่ทั้งระบบ โดยกำหนดเจตนารมณ์ของแผ่นดินขึ้นมาเพื่อทุกคนทุกฝ่ายในประเทศร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันจัดการ ร่วมกันรับผิดชอบ แก้ปัญหา พัฒนานำพาแผ่นดินนี้ไปสู่ความมั่นคงความสงบ-สันติสุข มีการพัฒนาที่ยั่งยืนและก้าวไกลดังพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” หลักธรรมาภิบาลจึงตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ดีงาม มั่นคง หรือธรรมาธิปไตยที่มุ่งให้ประชาชน สังคมระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ชุมชนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการคิด การบริหารจัดการการบริหารในทุกระดับ ปรับวัฒนธรรมขององค์การภาครัฐใหม่เพราะระบบราชการที่แข็งตัวเกินไปทำให้ไม่มีประสิทธิภาพและขาดความชอบธรรม กฎเกณฑ์เข้มงวด ช่องทางการสื่อสารขาดตอน รัฐไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้ถูกต้อง ทำให้เกิดความขัดแย้ง ช่วงชิงอำนาจและความล้มเหลวของระบบราชการและรัฐบาลจึงทำให้ความคิดเกี่ยวกับ Government เปลี่ยนไปกลับกลายมาเป็น Governance
ที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม สำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดไว้โดยได้เสนอเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า หลักธรรมาภิบาลนั้นประกอบด้วย 6 หลักการ คือ[1] 1. หลักนิติธรรม ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกัน โดยมีการให้และการรับข้อมูลที่สะดวกเป็นจริง ทันการณ์ ตรงไปตรงมา มีที่มาที่ไปที่ชัดเจนและเท่าเทียม มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้
2. หลักคุณธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่างๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เลือกปฏิบัติและสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎข้อบังคับเหล่านั้น โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมาย มิใช่ตามอำเภอใจหรือตามอำนาจของตัวบุคคล
3. หลักความโปร่งใส ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และร่วมคิด ร่วมเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศในด้านต่างๆ เช่น การแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะ การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามตินอกจากนี้ยังรวมไปถึงการร่วมตรวจสอบและร่วมรับผิดชอบต่อผลของการกระทำนั้น
4. หลักความมีส่วนร่วม ได้แก่ ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้เป็นการสร้างกลไกให้มีผู้รับผิดชอบตระหนักในหน้าที่ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน
5. หลักความรับผิดชอบ ได้แก่ การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม
6. หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม สำนึกในหน้าที่ของตนเองมีความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย และเคารพในสิทธิของผู้อื่น
โดยผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการละเลยหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ ได้แก่[2] 1. หลักนิติธรรม
– ผลเชิงบวก : สร้างความยุติธรรมในสังคม และส่งเสริมความน่าเชื่อถือของภาครัฐ
– ผลเชิงลบ : หากเกิดการเลือกปฏิบัติ การใช้อำนาจในทางมิชอบ และการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน[2] กฎหมายและระเบียบต่างๆ จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยและความไม่มั่นคงในสังคม เป็นบ่อเกิดของการทุจริตและการประพฤติมิชอบ
2. หลักคุณธรรม
– ผลเชิงบวก : ลดปัญหาทุจริต สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
– ผลเชิงลบ : เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่บิดเบือน เสื่อมศรัทธา และเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมผิดจริยธรรม[3] 3. หลักความโปร่งใส
– ผลเชิงบวก : เพิ่มการตรวจสอบจากภาคประชาชน ลดการทุจริต และส่งเสริมความไว้วางใจ
– ผลเชิงลบ : ทำให้เกิดความไม่โปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ[4] 4. หลักการมีส่วนร่วม
– ผลเชิงบวก : นโยบายสอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชน เพิ่มความยอมรับต่อการตัดสินใจของรัฐ
– ผลเชิงลบ : ทำให้เกิดความรู้สึกถูกทอดทิ้ง นำไปสู่ความขัดแย้ง และการต่อต้านนโยบาย[4] 5. หลักความรับผิดชอบ
– ผลเชิงบวก : ส่งเสริมความโปร่งใสและสร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง
– ผลเชิงลบ : ขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความสูญเสียในทรัพยากรและศรัทธา[5] 6. หลักความคุ้มค่า
– ผลเชิงบวก : ส่งเสริมการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ เพิ่มคุณภาพในการให้บริการ
– ผลเชิงลบ : สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น บั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน([3]

สรุป

การบริหารราชการบ้านเมืองที่ดีเป็นการบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็นมีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการและมีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ
การใช้หลักธรรมาภิบาลทำให้องค์การสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานได้ อีกทั้งยังเป็นกลไกในการควบคุมติดตามและตรวจสอบ โดยมีประชาชนหรือองค์กรภายนอกมีส่วนร่วม ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารองค์กร เพราะการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในองค์กรเป็นการสร้างสำนึกที่ดีในการบริหารงาน และการทำงานในองค์กร และจัดระบบที่สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามสำนึกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลือง การติดตามการทุจริต ความโปร่งใส โดยคำนึงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบ[1] หลักธรรมาภิบาลแต่ละข้อมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับการบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยหากหน่วยงานใดละเลยหลักใดหลักหนึ่ง ก็อาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อทั้งองค์กรและสังคมโดยรวม ดังนั้น การนำหลักธรรมาภิบาลมาปรับใช้ในการทำงานภาครัฐอย่างสมดุลและบูรณาการ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างธรรมาภิบาล และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เอสารอ้างอิง

[1] แสงชัย อภิชาตธนพัฒน์. (2559). หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร. 4-11.
[2] United Nations Development Programme. (1997). Governance for sustainable human development ‘ : AUNDP policy document. https://www.undp.org/publications/governance-sustainable-human- ‘ development
[3] World Bank. (1992). Governance and development. ;;;;;;;https://documents.worldbank.org/en/publication/documentsreports/documentdetail/86599146873944งงงง7676/governance-and-development
[4] United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific. (2009). What is good ‘’’’’governance?. https://www.unescap.org/resources/what-good-governance
[5] สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน. (2553). แนวทางการตรวจสอบความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ. กรุงเทพฯ: สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน.

บทความอื่น: คลิก