![]()
![]()
การศึกษาบทบาทและการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงานราชการผ่านการสัมภาษณ์


สัมภาษณ์ : นายสมศักดิ์ ไพรเขียว
ตำแหน่ง : รองปลัดเทศบาลนครบุรีรัมย์
ที่ทำงาน : เทศบาลนครบุรีรัมย์


แนะนำผู้สัมภาษณ์
พิธีกร(จิรญา) : สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ นางสาวจิรญา สวยรูป ก็จะมาถามเกี่ยวกับ เรื่อง การศึกษาบทบาทและการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงานราชการผ่านการสัมภาษณ์
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด) : นายสมศักดิ์ ไพรเขียว ตำแหน่ง รองปลัดเทศบาลนครบุรีรัมย์
พิธีกร(อินทิรา) : บทบาทของเทศบาลนครบุรีรัมย์มีอะไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด) : ถ้าพูดถึงบทบาทและโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ประมาณ 5 ประเภท ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย สำหรับเทศบาลจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร สำหรับเทศบาลนครบุรีรัมย์ เพิ่งจัดตั้งขึ้นจากการควบรวมพื้นที่ระหว่างเทศบาลตำบลอิสาณ องค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดบางส่วน และเทศบาลเมืองบุรีรัมย์เดิม เหตุผลสำคัญของการควบรวมคือเรื่องจำนวนประชากร เนื่องจากเทศบาลนครจะต้องมีประชากรอย่างน้อย 50,000 คน เมื่อพื้นที่เดิมมีประชากรไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการควบรวมพื้นที่เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว ปัจจุบันเทศบาลนครบุรีรัมย์มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ประมาณ 77 ตารางกิโลเมตร ถือว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับเทศบาลนครในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่วนตัวผมเองไม่ได้เป็นคนบุรีรัมย์ เพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงหนึ่งปี บทบาทของเทศบาลนครบุรีรัมย์จึงมีความแตกต่างจากเทศบาลตำบลและเทศบาลเมือง เนื่องจากพื้นที่มีทั้งลักษณะของสังคมเมืองและชนบท ในเขตตัวเมืองจะมีลักษณะเป็นสังคมเมือง มีอาคาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และระบบคมนาคมที่ค่อนข้างพร้อม แต่เมื่อออกจากตัวเมืองไปประมาณ 2–3 กิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่เคยเป็นเขตชนบท ก็ยังพบลักษณะชุมชนแบบชนบท เช่น การเลี้ยงวัวและเลี้ยงควาย ดังนั้น เทศบาลนครบุรีรัมย์ยังมีภารกิจที่ต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในเขตเมือง ถนนและระบบสาธารณูปโภคส่วนใหญ่ค่อนข้างพร้อมแล้ว แต่พื้นที่ชุมชนด้านนอกยังมีถนนและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ในด้านงบประมาณ เทศบาลนครบุรีรัมย์มีงบประมาณประมาณ 600 ล้านบาท แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด หากจัดสรรงบประมาณประมาณ 10% หรือประมาณ 60 ล้านบาทสำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อกระจายไปยังพื้นที่ประมาณ 40 ชุมชน หากแต่ละชุมชนมีโครงการเพียง 1 โครงการ งบประมาณก็อาจไม่เพียงพอ เช่น หากใช้งบประมาณเฉลี่ยชุมชนละ 500,000 บาท จำนวน 40 ชุมชน ก็จะใช้งบประมาณประมาณ 20 ล้านบาทแล้ว จุดเด่นของเทศบาลนครบุรีรัมย์คือด้านกีฬา เนื่องจากบุรีรัมย์มีการพัฒนาด้านกีฬาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวทางในการพัฒนาเมืองโดยใช้กีฬาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในด้านกฎหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะใช้กฎหมายและระเบียบในลักษณะเดียวกัน แต่ภารกิจของเทศบาลนครจะครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะภารกิจที่ไม่ใช่ระดับจังหวัด เช่น การดูแลโรงฆ่าสัตว์ โรงรับจำนำ ศูนย์กีฬา รวมถึงงานด้านการศึกษาและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ปัจจุบันเทศบาลนครบุรีรัมย์ให้ความสำคัญกับด้านกีฬาและการศึกษา เนื่องจากพื้นที่เกิดจากการควบรวม จึงมีโรงเรียนที่เดิมอยู่ในสังกัดของแต่ละองค์กร เมื่อควบรวมแล้วจึงต้องมีการจัดระบบการศึกษาใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ปัจจุบันโรงเรียนเทศบาล 2 จะมุ่งเน้นการจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา รวมถึงการดูแลโรงเรียนอนุบาล ส่วนโรงเรียนเทศบาล 1 จะมุ่งเน้นในระดับมัธยมศึกษา นอกจากนี้ เทศบาลยังมีแนวคิดในการจัดตั้งโรงเรียนกีฬาโดยเฉพาะ เพื่อคัดเลือกและพัฒนานักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬา โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนกีฬาในจังหวัดนครราชสีมา การจัดตั้งโรงเรียนกีฬาจะมีการแยกระบบการเรียนการสอน งบประมาณ และหลักสูตรให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้สามารถพัฒนานักเรียนตามความสามารถและความถนัดของแต่ละคน เช่น นักเรียนที่มีความสามารถด้านดนตรีก็สามารถได้รับการส่งเสริมด้านดนตรีโดยเฉพาะ ขณะที่นักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬาก็จะได้รับการสนับสนุนให้เข้าศึกษาในโรงเรียนกีฬา ทั้งนี้ยังคงต้องเรียนวิชาสามัญควบคู่กันไป ขณะนี้โครงการโรงเรียนกีฬามีการผลักดันในด้านงบประมาณและหลักสูตรแล้ว แต่ด้านอาคารสถานที่ยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท เนื่องจากสนามกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ต้องได้มาตรฐาน เช่น สนามฟุตบอลและลู่วิ่ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด จึงจำเป็นต้องปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้บริหารยังให้ความสำคัญกับห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เนื่องจากในอนาคตโรงเรียนกีฬาอาจมีลักษณะเป็นโรงเรียนประจำ นักเรียนจะต้องพักอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ภายในโรงเรียน สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ของเทศบาลนครบุรีรัมย์มีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการลงทุนค่อนข้างมาก ปัจจุบันเทศบาลได้รับงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำมาพัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่ เนื่องจากบางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่มีฝนตกหนัก โครงการดังกล่าวมีงบประมาณประมาณ 260 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ต้องมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ รวมถึงต้องมีความรอบคอบ เนื่องจากมีระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นตามขนาดของงบประมาณ โดยภาพรวม การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ นโยบาย สภาพสังคม และลักษณะของพื้นที่ที่แต่ละองค์กรรับผิดชอบ สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันมีการพัฒนาเมืองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลังจากที่มีการส่งเสริมด้านกีฬา ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือจำนวนโรงแรมและรีสอร์ตที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ในพื้นที่ที่เป็นซอยตันก็ยังพบว่ามีที่พักเกิดขึ้นจำนวนมาก การจัดการแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่ทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในจังหวัดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายภายในพื้นที่ ทั้งด้านที่พัก อาหาร การเดินทาง และบริการต่าง ๆ เช่น ในช่วงที่มีการแข่งขันวิ่ง การแข่งขันรถยนต์ หรือการแข่งขัน MotoGP โรงแรมและที่พักจะถูกจองเต็มเป็นจำนวนมาก และบางครั้งต้องจองล่วงหน้าเป็นเวลานาน ดังนั้น กีฬาไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านการกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตให้กับเมืองบุรีรัมย์ในภาพรวมด้วย


หน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงาน
พิธีกร(อินทิรา) :ในฐานะรองปลัดเทศบาล ท่านมีหน้าที่และความรับผิดชอบหลักอย่างไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ในฐานะรองปลัดเทศบาล หน้าที่หลักคือการกำกับดูแลและบริหารงานในส่วนที่ได้รับมอบหมาย โดยปลัดเทศบาลถือเป็นข้าราชการประจำระดับสูงสุดของเทศบาล ส่วนฝ่ายข้าราชการการเมืองจะประกอบด้วยนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี เลขานุการนายกเทศมนตรี และที่ปรึกษานายกเทศมนตรี ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติคือสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน นายกเทศมนตรีจะดูแลในภาพรวม โดยเฉพาะด้านนโยบายและแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น ส่วนข้าราชการประจำมีหน้าที่นำนโยบายมาดำเนินการและบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนที่กำหนด
พิธีกร(อินทิรา): แล้วในส่วนของข้าราชการประจำ มีการดำเนินงานและควบคุมการทำงานอย่างไรคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): การทำงานจะเริ่มจากท่านปลัดรับนโยบายจากฝ่ายบริหาร แล้วนำมาถ่ายทอดและมอบหมายให้บุคลากรในส่วนต่าง ๆ ดำเนินการ เพราะการบริหารงานไม่สามารถทำโดยคนคนเดียวได้ ต้องอาศัยบุคลากรจากหลายส่วนร่วมกัน นอกจากนี้ การปฏิบัติงานจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่กำหนด หากดำเนินการไม่ถูกต้องก็จะมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนั้น ทุกขั้นตอนจึงต้องดำเนินการให้ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้
พิธีกร(อินทิรา): สำหรับตัวท่านเอง มีหน้าที่ดูแลส่วนงานใดของเทศบาลนครบุรีรัมย์บ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): เทศบาลนครบุรีรัมย์มีรองปลัดเทศบาล 2 คน โดยผมรับผิดชอบกำกับดูแลกองช่างและกองช่างสุขาภิบาล กองช่างสุขาภิบาลจะดูแลเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบท่อระบายน้ำ การจัดการขยะ และการกำจัดขยะ ส่วนการเก็บและขนขยะขึ้นรถจะเป็นหน้าที่ของกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมื่อเก็บและขนขยะแล้ว การนำไปกำจัดจะเป็นหน้าที่ของกองช่างสุขาภิบาล ซึ่งต้องดูแลไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็นและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม
พิธีกร(อินทิรา): ปัจจุบันเทศบาลนครบุรีรัมย์มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ปัจจุบันบ่อขยะของเทศบาลนครบุรีรัมย์มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ และใช้งานมาประมาณ 25 ปี ปัจจุบันพื้นที่ค่อนข้างเต็มแล้ว นอกจากนี้ เทศบาลนครบุรีรัมย์ยังเป็นศูนย์รวมขยะหรือคลัสเตอร์ที่ต้องรับขยะจากพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านบัว ชุมเห็ด และกระสัง ทำให้มีปริมาณขยะที่ต้องบริหารจัดการค่อนข้างมาก บางส่วนเป็นขยะที่มาจากนอกพื้นที่ ซึ่งเราเรียกว่า “ขยะจร” เช่น ประชาชนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่แล้วนำขยะมาทิ้ง ดังนั้น การบริหารจัดการขยะจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่เทศบาลต้องรับผิดชอบ
พิธีกร(อินทิรา) :แล้วกองช่างมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานในด้านใดบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): กองช่างจะรับผิดชอบงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างและปรับปรุงถนน การก่อสร้างอาคาร รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคาร จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ เช่น เรื่องระยะร่นของอาคารจากถนน ซึ่งจะกำหนดระยะห่างตามประเภทของอาคาร เหตุผลสำคัญคือเรื่องความปลอดภัย หากเกิดเหตุอาคารพังหรือถล่ม อาคารจะต้องไม่ล้ำเข้าไปสร้างความเสียหายต่อพื้นที่สาธารณะหรือถนนมากเกินไป เรื่องเหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ที่กองช่างต้องตรวจสอบและควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย
พิธีกร(อินทิรา): บทบาทของเทศบาลในการให้บริการประชาชนโดยทั่วไปมีอะไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): โดยภาพรวม บทบาทของเทศบาลจะเน้นเรื่องความสงบสุข ความสะดวกสบาย และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นการให้บริการสาธารณะ หลักสำคัญของบริการสาธารณะคือ ประชาชนสามารถใช้บริการหรือได้รับประโยชน์ร่วมกันได้ ไม่ได้มุ่งให้ประโยชน์กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างถนนเข้าซอย หากภายในซอยมีบ้านเพียงหลังเดียว เราต้องพิจารณาว่าถนนเส้นนั้นเป็นบริการสาธารณะหรือเป็นประโยชน์ส่วนบุคคล หากประชาชนทั่วไปสามารถใช้เส้นทางนั้นเข้าออกได้ ก็สามารถพิจารณาดำเนินการได้ เพราะถือเป็นบริการสาธารณะ แต่ถ้าเป็นการสร้างเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ไม่สามารถใช้งบประมาณของรัฐดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม บริการบางประเภทอาจเป็นการให้บริการเฉพาะบุคคล แต่ยังถือเป็นบริการสาธารณะ เช่น การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ หรือการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เพราะเป็นสวัสดิการที่เทศบาลมีหน้าที่จัดให้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
พิธีกร(อินทิรา): การทำงานของเทศบาลนครกับเทศบาลขนาดเล็กมีความแตกต่างกันอย่างไรคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): เทศบาลนครเป็นองค์กรขนาดใหญ่ จึงมีหลายกองงานและแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น กองสาธารณสุขก็จะรับผิดชอบงานด้านสาธารณสุขโดยตรง ทำให้บุคลากรแต่ละส่วนจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ถ้าเป็นเทศบาลขนาดเล็ก บุคลากรอาจต้องทำงานหลายด้าน เนื่องจากมีจำนวนบุคลากรไม่มาก ทำให้ต้องรู้จักและเข้าใจงานหลายประเภท ส่วนในฐานะผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลหลายกองงาน เราจำเป็นต้องรู้ภาพรวมของทุกงาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการ ประสานงาน และแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม
พิธีกร(อินทิรา): ในกรณีที่ประชาชนเห็นเจ้าหน้าที่เดินทางไปศึกษาดูงาน แล้วอาจเข้าใจว่าเป็นการไปท่องเที่ยว ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ในมุมของประชาชนหรือบุคคลภายนอก อาจมองว่าการเดินทางไปศึกษาดูงานเป็นการไปเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อเห็นภาพที่เจ้าหน้าที่ถ่ายและเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ในมุมของส่วนราชการ การเดินทางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อไปศึกษาความรู้และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาพัฒนางาน อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพหรือเผยแพร่ภาพระหว่างการศึกษาดูงานก็ควรพิจารณาความเหมาะสมของช่วงเวลาและกิจกรรมด้วย เพราะการเดินทางไปราชการมีกฎหมายและระเบียบควบคุมอยู่ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเทศบาลจะต้องได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ โดยเฉพาะเทศบาลขนาดใหญ่
พิธีกร(อินทิรา): หากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตหรือการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้อง จะมีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): หากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหาร ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. สิ่งสำคัญคือเราต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กฎหมายและระเบียบจะกำหนดทั้งวิธีการและขั้นตอนในการดำเนินงาน หากเราไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ก็จะต้องสามารถชี้แจงเหตุผลได้ว่าเหตุใดจึงดำเนินการในลักษณะนั้น
พิธีกร(อินทิรา): พอจะยกตัวอย่างกรณีที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบอย่างเคร่งครัดได้ไหมคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีการจัดซื้อรถแม็คโครจำนวน 2 คัน ซึ่งเทศบาลได้รับงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถจัดซื้อได้ เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มตั้งแต่การประกาศจัดซื้อจัดจ้าง จากนั้นเข้าสู่กระบวนการ e-bidding หรือการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดแล้ว หากมีการอุทธรณ์ เทศบาลก็ต้องส่งเรื่องไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณา เมื่อกรมบัญชีกลางวินิจฉัยแล้ว จึงส่งผลกลับมายังเทศบาลเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป กระบวนการเหล่านี้อาจใช้เวลานานและอาจไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน แต่เมื่อกฎหมายและระเบียบกำหนดขั้นตอนไว้ เราก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
พิธีกร(อินทิรา): จากที่กล่าวมาทั้งหมด ท่านคิดว่าหน้าที่สำคัญที่สุดของรองปลัดเทศบาลคืออะไรคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ผมมองว่าหน้าที่สำคัญคือการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหาร ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างถูกต้อง รวมถึงการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่เหมาะสม ในฐานะผู้บังคับบัญชา เราต้องรู้และเข้าใจงานของทุกกองงาน สามารถประสานงานและแก้ไขปัญหาได้ และที่สำคัญคือการทำงานต้องมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ครับ


แนวทางการเรียนรัฐประศาสนศาสตร์และอย่างเป็นอย่าง… ต้องทำอย่างไรบ้าง
พิธีกร(พรพรรณ): หากนักศึกษาที่เรียนรัฐประศาสนศาสตร์ต้องการประสบความสำเร็จและมีเส้นทางการทำงานเหมือนท่าน ควรมีแนวทางในการเรียนและเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ถ้าตอบแบบภาษาคนกวน ๆ ก็คือ “สอบสิ!” ครับ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แล้ว รัฐประศาสนศาสตร์ถือว่าเป็นสาขาที่มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับบางสาขา เพราะสามารถนำวุฒิไปสมัครสอบและทำงานได้หลายตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น ลูกชายผมเรียนจบสายวิทยาศาสตร์อาหารมา ตำแหน่งที่สามารถสมัครได้ในสายงานราชการมีค่อนข้างจำกัด เช่น นักพัฒนาชุมชน หรือนักวิชาการศึกษา เป็นต้น แต่ถ้าเป็นวุฒิรัฐประศาสนศาสตร์ จะสามารถสมัครได้หลายตำแหน่งมากกว่า เช่น นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักพัฒนาชุมชน นักจัดการงานทั่วไป รวมถึงงานด้านทะเบียนและบัตร เป็นต้น ดังนั้น สายรัฐประศาสนศาสตร์จะมีความหลากหลายของตำแหน่งค่อนข้างมาก เพราะเป็นวุฒิทางด้านสังคมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม หากเป็นวุฒินิติศาสตร์ ก็จะสามารถนำไปสมัครงานได้กว้างในอีกลักษณะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสมัครได้ทุกตำแหน่ง เพราะบางสายงานต้องใช้วุฒิเฉพาะ เช่น งานด้านการเงินหรืองานช่าง ซึ่งรัฐประศาสนศาสตร์ไม่สามารถสมัครได้โดยตรง เนื่องจากไม่ได้เป็นวุฒิที่ตรงกับสายงานนั้น สำหรับสายงานที่รัฐประศาสนศาสตร์สามารถสมัครได้ก็มีหลายด้าน เช่น งานในสำนักปลัด งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย งานเทศกิจ งานขนส่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน หรือนักจัดการงานทั่วไป เป็นต้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรว่าเรียนจบแล้วอยากทำงานด้านไหน เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราก็สามารถเตรียมตัวให้ตรงกับตำแหน่งนั้นได้ โดยเฉพาะการเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ เพราะบางตำแหน่งอาจต้องสอบหลายครั้งกว่าจะประสบความสำเร็จ อย่างสายครูเองก็มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากมีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมาก บางคนต้องสอบหลายรอบกว่าจะได้บรรจุเป็นข้าราชการครู
พิธีกร(พรพรรณ): แล้วถ้าพูดถึงเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ มีสายงานไหนที่ท่านมองว่าน่าสนใจเป็นพิเศษไหมคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ถ้าพูดถึงเรื่องความก้าวหน้าและเงินเดือน สายครูก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะระบบการเลื่อนเงินเดือนแตกต่างจากระบบของข้าราชการท้องถิ่น อย่างข้าราชการท้องถิ่นจะมีการเลื่อนเงินเดือนเป็นขั้น เช่น ครึ่งขั้น 1 ขั้น ขั้นครึ่ง หรือ 2 ขั้น โดยจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นจะอยู่ในระดับหนึ่ง เช่น ประมาณ 500–600 บาท ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนและหลักเกณฑ์ แต่ระบบของข้าราชการครูจะใช้การเลื่อนเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ ทำให้จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นอาจมากกว่า เช่น หากได้รับการเลื่อนเงินเดือน 2% หรือ 2.8% เมื่อคำนวณจากฐานเงินเดือน ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นหลักหลายร้อยหรือหลักพันบาท ระบบของครูจะมีช่วงเงินเดือนและค่าตอบแทนตามระดับตำแหน่ง ทำให้เมื่อมีการเลื่อนเงินเดือน จำนวนเงินที่ได้รับเพิ่มขึ้นจะแตกต่างจากระบบของข้าราชการท้องถิ่น ผมมีน้องสาวที่รับราชการครู ซึ่งบรรจุหลังผม แต่ปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงระดับ คศ.4 แล้ว หากเปรียบเทียบระดับตำแหน่งกับระบบราชการทั่วไปก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ถ้าใครสนใจสายครูและสามารถสอบบรรจุได้ ก็ถือว่าเป็นสายงานที่มีความก้าวหน้าค่อนข้างชัดเจน เพราะระบบตำแหน่งของครูมีโครงสร้างของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อแย่งตำแหน่งกับคนอื่นในลักษณะเดียวกับบางสายงาน ในระบบราชการทั่วไป ตำแหน่งจะมีลักษณะคล้ายพีระมิด คือยิ่งตำแหน่งสูง จำนวนตำแหน่งก็จะยิ่งน้อย ทำให้ต้องแข่งขันกันเพื่อเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ในสายครู หากเป็นสายการสอนก็สามารถเติบโตตามระบบวิทยฐานะและระดับตำแหน่งของตนเองได้ แต่ถ้าครูต้องการเข้าสู่สายบริหาร เช่น รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือทำงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ก็จะกลับมามีลักษณะการแข่งขันด้านตำแหน่งคล้ายกับระบบราชการทั่วไป ดังนั้น หากไม่ได้ต้องการเข้าสู่สายบริหารและมุ่งเน้นการสอนโดยตรง สายครูก็ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเส้นทางความก้าวหน้าค่อนข้างชัดเจน และเมื่อมีประสบการณ์และเลื่อนระดับขึ้น เงินเดือนก็สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก
พิธีกร(พรพรรณ): ถ้าอย่างนั้น สำหรับนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ที่กำลังเรียนอยู่ ท่านมีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมไหมคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): สิ่งสำคัญคือควรตั้งเป้าหมายตั้งแต่ตอนเรียนว่า หลังจากเรียนจบแล้วต้องการทำงานในสายไหน จากนั้นก็เตรียมตัวให้ตรงกับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้ารับราชการ การศึกษากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้น รัฐประศาสนศาสตร์เป็นสาขาที่มีทางเลือกค่อนข้างกว้าง แต่เราต้องรู้ก่อนว่าเราต้องการไปทางไหน แล้วค่อยวางแผนและเตรียมตัวให้เหมาะสมครับ


งานในส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นมีความแตกต่างกันอย่างไรในบทบาทการบริหารจัดการ
พิธีกร(จุฑามาศ): อยากทราบว่างานในส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในด้านบทบาทของการบริหารจัดการคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): มีความแตกต่างกันครับ โดยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า ดังนั้นเมื่อมีปัญหาหรือข้อร้องเรียนจากประชาชน เราสามารถลงพื้นที่และตอบสนองต่อปัญหาได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนราชการส่วนภูมิภาคจะมีลักษณะการทำงานที่เน้นด้านวิชาการและมีขั้นตอนการดำเนินงานตามระบบมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น กรณีเกษตรกรยื่นเรื่องขอรับเงินชดเชย การดำเนินงานจะต้องผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งจะมีขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล และดำเนินการตามระบบ ทำให้ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานมากกว่า แต่ถ้าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อประชาชนแจ้งปัญหาเข้ามา เราสามารถส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปสำรวจและตรวจสอบได้ทันที เพราะเรามีบุคลากรและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น กระบวนการทำงานของท้องถิ่นจะค่อนข้างสั้นกว่า และมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า ทำให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาได้รวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีประชาชนร้องเรียนเรื่องขยะ เช่น ขยะเต็มหน้าบ้าน มีกลิ่นเหม็น หรือมีขยะตกค้าง หากเป็นเรื่องที่แจ้งมายังเทศบาล เราสามารถส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขได้ทันที ในขณะที่ส่วนภูมิภาคจะมีขั้นตอนการดำเนินงานตามระบบของหน่วยงาน และมีลักษณะการทำงานด้านวิชาการมากกว่า แต่เมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในพื้นที่ ส่วนภูมิภาคก็อาจประสานหรือส่งเรื่องมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อขอข้อมูลหรือขอความร่วมมือในการดำเนินงาน เนื่องจากท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับประชาชนและรู้จักสภาพพื้นที่มากกว่า ดังนั้น หากมองในด้านการปฏิบัติงาน ท้องถิ่นจะมีจุดเด่นในเรื่องความใกล้ชิดกับประชาชน การลงพื้นที่ และการตอบสนองต่อปัญหาได้รวดเร็ว ส่วนภูมิภาคจะมีจุดเด่นในด้านงานวิชาการ การกำกับดูแล และการดำเนินงานตามระบบและขั้นตอนของราชการครับ


คุณลักษณะหรือทักษะที่สำคัญที่สุดที่ “ปลัดที่ดี” จำเป็นต้องมีคืออะไร
พิธีกร(ธาราทิพย์): แล้วลักษณะของการเป็นปลัดเทศบาลที่ดี ต้องมีคุณสมบัติหรือมีหลักในการทำงานอย่างไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): โอ้โห คำถามนี้สุดยอดเลยครับ สำหรับพี่ ปลัดที่ดีต้องสามารถประสานให้ได้ระหว่าง ความถูกต้องตามกฎหมายกับความถูกใจของคน เพราะอย่าลืมว่าการทำงานที่ยากที่สุดคือการทำงานกับคน งานหนักไม่ใช่เรื่องที่ยากที่สุด เพราะเราสามารถหาวิธีแก้ไขได้ ส่วนระเบียบหรือกฎหมาย ถ้าไม่เข้าใจก็สามารถสอบถามหน่วยงานกลางหรือผู้ที่ออกระเบียบได้ แต่การทำงานกับคนเป็นเรื่องที่ยากกว่า เพราะแต่ละคนมีความคิดและความต้องการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ถ้าเป็นผู้บริหารชุดเดิม นโยบายก็อาจดำเนินต่อเนื่อง แต่ถ้ามีการเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย ดังนั้นปลัดที่ดีต้องสามารถ ตอบสนองต่อนโยบายของผู้บริหารได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถอำนวยความสะดวกและดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาได้ด้วย ผู้ใต้บังคับบัญชาเวลาทำงาน สิ่งที่ต้องการอย่างหนึ่งคือผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความทุ่มเท เราจึงต้องดูแลและตอบสนองเขา แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของระเบียบและกฎหมาย ยกตัวอย่างเรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือน หลักการจะเน้นเรื่องคุณธรรม แต่ในทางปฏิบัติก็อาจมีเรื่องความชอบส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องได้ เช่น คนที่ทำงานหนักอาจไม่ได้รับผลตอบแทนเท่าที่ควร ขณะที่บางคนที่ใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาหรือได้รับคำชมบ่อย ๆ อาจได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นเราจึงพยายามทำให้การประเมินมีหลักเกณฑ์ที่สามารถวัดได้อย่างเป็นระบบ เช่น การกำหนดคะแนนหรือแบบประเมินที่ชัดเจน เหมือนกับการสอบสัมภาษณ์ ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การให้คะแนนก็อาจขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ประเมิน เช่น ถ้าน้องพูดเก่ง ผู้สัมภาษณ์ถูกใจก็อาจให้คะแนนเต็ม ซึ่งตรงนี้เป็นการวัดจากความรู้สึก แต่ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น กำหนดเรื่องบุคลิกภาพ การแต่งกาย หรือกำหนดว่าต้องใส่เสื้อแขนยาว แล้วผู้สมัครไม่ปฏิบัติตาม ก็สามารถหักคะแนนตามเกณฑ์ได้ แบบนี้จะเป็นการประเมินที่มีหลักเกณฑ์และตรวจสอบได้มากกว่า
พิธกร(ธาราทิพย์): แสดงว่าการเป็นปลัดที่ดีต้องมีหลายมุมมองเลยใช่ไหมคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ใช่ครับ มันมีหลายมุมมอง อันนี้เป็นมุมมองของพี่ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การบริหารคน เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรียกว่าร้อยพ่อพันแม่เลยครับ บางคนพูดเก่ง มีเพื่อนเยอะ มีมิตรเยอะ ก็จะมีรูปแบบการบริหารอีกแบบหนึ่ง ส่วนพี่เป็นคนพูดไม่เก่ง ก็จะมีสไตล์การบริหารอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะบริหารในรูปแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องยึดกฎระเบียบ โดยเฉพาะเทศบาลนครที่มีเรื่องร้องเรียนค่อนข้างมาก กฎระเบียบจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก บางเรื่องอาจต้องตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าเราไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง สุดท้ายเราเองอาจถูกฟ้องร้องหรือถูกดำเนินคดีได้ อย่างพี่ดูแลกองช่าง เรื่องการก่อสร้างหรืออาคารแต่ละหลังพลาดไม่ได้เลยครับ ต้องตรวจสอบให้รอบคอบ เพราะมีรายละเอียดและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายเรื่อง หรือเรื่องที่เป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ อย่างกรณีเขากระโดงหรือเรื่องที่ดินของทางรถไฟ ผู้บริหารอาจมีแนวทางหรือความคิดเห็นของท่าน แต่หน้าที่ของเราคือ นำเสนอแนวทางที่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ควรดำเนินการอย่างไร ขั้นตอนที่ 1 2 3 ต้องทำอะไรบ้าง แต่ถ้าเราเลือกทำตามความต้องการของผู้บังคับบัญชาโดยไม่คำนึงถึงระเบียบ เราก็มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบหรือถูกดำเนินการได้ เพราะอย่าลืมว่าเทศบาลนครเป็นหน่วยงานที่อยู่ท่ามกลางคนที่มีทั้งความรู้และทรัพย์สิน เราเองก็ต้องตระหนักว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า อาจมีคนที่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญมากกว่าเรา เทศบาลนครบุรีรัมย์เองก็มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นการทำงานที่นี่จึงต้องละเอียดและรอบคอบมากครับ
พิธีกร(ธาราทิพย์): ฟังดูแล้วงานค่อนข้างหนักเลยนะคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): หนักครับ งานเยอะมาก งานเยอะจริง ๆ


ภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดของปลัดในแต่ละวันคืออะไร และต้องประสานงานกับหน่วยงานใดบ้างเป็นหลัก
พิธีกร(โชติรัตน์): คำถามต่อไปค่ะ ภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดของปลัดในแต่ละวันคืออะไร และต้องประสานงานกับหน่วยงานใดบ้างเป็นหลักคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ภารกิจหลักของปลัดก็คือ การนำนโยบายของนายกเทศมนตรีมาสู่การปฏิบัติ เพราะในแต่ละส่วนงานจะมีขั้นตอนและภารกิจที่แตกต่างกัน เราจะต้องดูภาพรวมของงานทั้งหมด และติดตามว่าการดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายและถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ อย่างถ้ามองในส่วนของกองช่าง ก็จะมีภารกิจที่ต้องติดตามเป็นประจำ เช่น กรณีอาคารเกิดการสั่นหรือมีรอยแตกร้าว เราต้องตรวจสอบว่าโครงสร้างอาคารมีความแข็งแรงหรือไม่ ตรวจสอบรอยแตกร้าวของอาคารและกำแพง รวมถึงทำเครื่องหมายไว้ตรงจุดที่พบปัญหา เพื่อดูว่าในเดือนต่อไปมีการแตกร้าวเพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนภารกิจด้านสุขาภิบาลก็เป็นงานที่ต้องดูแลทุกวัน เช่น การเก็บขยะ ต้องตรวจสอบว่าเก็บเรียบร้อยหรือไม่ มีปัญหาหรือมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนหรือเปล่า หรือในช่วงที่ฝนตก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบท่อระบายน้ำ ฝาบ่อพัก และระบบระบายน้ำต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ จริง ๆ แล้วภารกิจของเทศบาลมีค่อนข้างเยอะครับ ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นเราจะมุ่งเน้นเรื่องไหน แต่ในส่วนของปลัดจะต้องมองภาพรวมของทุกภารกิจ
พิธีกร(โชติรัตน์): แล้วในกรณีที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ปลัดต้องมีหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกด้วยใช่ไหมคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ใช่ครับ อย่างเช่น คลองละลม ถ้าเรามองว่าควรพัฒนา เพราะบริเวณลู่วิ่งหรือพื้นที่โดยรอบเริ่มทรุดและแตกร้าว เราก็ต้องลงไปดูพื้นที่และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อดูแนวทางในการพัฒนา ถ้างบประมาณของเทศบาลมีไม่เพียงพอ เราก็ต้องพิจารณาว่าโครงการนั้นใช้งบประมาณเท่าไร ถ้าเป็นหลักล้านและเทศบาลมีศักยภาพเพียงพอ ก็อาจใช้งบประมาณของเทศบาลได้ แต่ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน เราก็ต้องประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานส่วนกลาง เพราะเทศบาลเองก็ต้องเก็บงบประมาณไว้ใช้กับภารกิจด้านอื่นด้วย นอกจากนี้ก็มีงานด้านการศึกษาและกีฬา เช่น ต้องติดตามว่าโรงเรียนเทศบาล 3 ดำเนินงานไปถึงขั้นตอนไหน หรือศูนย์กีฬาอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทของปลัดในการติดตามภาพรวมของงาน
พิธีกร(โชติรัตน์): แล้วเนื่องจากปลัดมีเพียงคนเดียว ต้องดูแลหลายภารกิจ มีการแบ่งหรือมอบหมายงานให้รองปลัดอย่างไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): แน่นอนครับ เพราะปลัดคนเดียวไม่สามารถลงไปดูทุกเรื่องได้ทั้งหมด จึงต้องมีการมอบหมายงานให้รองปลัดรับผิดชอบตามภารกิจ เช่น รองปลัดคนหนึ่งดูแลกองสาธารณสุข อีกคนดูแลกองการศึกษา แต่ละคนก็จะรับผิดชอบและติดตามงานในส่วนของตัวเอง เมื่อปลัดได้รับนโยบายจากนายกเทศมนตรี ก็จะนำมาถ่ายทอดและมอบหมายให้รองปลัดหรือหัวหน้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ เพราะเราไม่สามารถลงไปทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าใครมีหน้าที่อะไร แล้วมอบหมายให้คนที่รับผิดชอบดำเนินการ จากนั้นเราก็คอยติดตามว่าเรื่องนั้นดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหน ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีปัญหาหรือเรื่องร้องเรียนอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า
พิธีกร(โชติรัตน์): ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามงานด้วยใช่ไหมคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ใช่ครับ ปัจจุบันเราเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบร้องเรียนของประชาชน เช่น ชาวบ้านแจ้งเรื่องตัดต้นไม้ ขุดลอกท่อ เก็บขยะ หรือปัญหาอื่น ๆ ก็สามารถแจ้งผ่านระบบออนไลน์หรือไลน์ได้ ทางเทศบาลเองก็มีนโยบายที่จะพัฒนาไปสู่ Smart City และนำแอปพลิเคชันหรือระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาหรือความต้องการมายังเทศบาลได้สะดวกขึ้น ในส่วนของการติดตามงานของเราเองก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แต่ละกองสามารถรายงานความคืบหน้าของงานผ่านไลน์ได้ เราก็สามารถติดตามได้ว่าในแต่ละวันแต่ละกองดำเนินงานอะไรไปบ้าง เพราะด้วยภาระงานที่ค่อนข้างเยอะ เราไม่สามารถลงพื้นที่ไปติดตามทุกงานได้ด้วยตัวเองทั้งหมด ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยให้เราสามารถติดตามและบริหารจัดการงานได้รวดเร็วขึ้น และถือเป็นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์กับการทำงานในปัจจุบันครับ


ข้อคิดและแรงบันดาลใจถึงนิสิตนักศึกษาที่สนใจอยากทำสายงานบริหารการปกครองในอนาคต
พิธีกร(ธาราทิพย์): อยากฝากข้อคิดหรือแรงบันดาลใจอะไรถึงนิสิตหรือนักศึกษาที่สนใจทำงานด้านการบริหารปกครอง หรืองานท้องถิ่นบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): ถ้าพูดถึงแนวคิดจริง ๆ มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ถ้าพูดถึงข้อเสียก่อน ต้องบอกว่างานท้องถิ่นเป็นงานที่หนักมาก แต่ในภาพข่าวหรือมุมมองของคนทั่วไป บางครั้งอาจมองว่างานท้องถิ่นเป็นงานสบาย ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ แต่จริง ๆ แล้วภารกิจของเราค่อนข้างเยอะ เดิมทีท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบไม่กี่ด้าน แต่ปัจจุบันส่วนกลางมีการ ถ่ายโอนภารกิจ มาให้ท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา รวมถึงภารกิจเกี่ยวกับเด็กแรกเกิด ซึ่งเดิมเรามักจะคิดว่าเรื่องเหล่านี้ควรอยู่ในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลหรือหน่วยงานสาธารณสุข แต่ปัจจุบันก็มีภารกิจบางส่วนที่ถูกถ่ายโอนมาให้ท้องถิ่นดูแล ปัญหาคือบางครั้งมีการถ่ายโอนมาเฉพาะภารกิจ แต่ไม่ได้ถ่ายโอนบุคลากรหรือโอนงบประมาณมาให้เพียงพอ ทำให้ภาระงานของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และบุคลากรต้องรับผิดชอบงานมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้ามองในด้านของ ความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ท้องถิ่นก็มีข้อดีอยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการเลื่อนระดับหรือความก้าวหน้าในตำแหน่ง ซึ่งบางกรณีสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าส่วนภูมิภาค เพราะขั้นตอนการบริหารจัดการของท้องถิ่นไม่ซับซ้อนเท่ากับระบบส่วนกลาง อย่างการเลื่อนระดับ เราเสนอผ่านนายกเทศมนตรีตามขั้นตอน แต่ถ้าเป็นระบบส่วนกลางอาจต้องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านกรม และระดับกระทรวง ก่อนที่จะมีคำสั่งออกมา ดังนั้นขั้นตอนของท้องถิ่นจึงค่อนข้างรวดเร็วกว่า อีกข้อดีคือ ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารจัดการค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องงบประมาณและการบริหารงานบุคคล เราสามารถบริหารงบประมาณให้เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของพื้นที่ได้ และถ้ามีเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เราสามารถลงพื้นที่ตรวจสอบได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากหน่วยงานส่วนกลางก่อน ในเรื่องบุคลากรก็เช่นกัน ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตำแหน่งของตัวเองได้ เช่น การเพิ่มหรือลดตำแหน่ง หรือการปรับตำแหน่งตามความเหมาะสมของหน่วยงาน รวมถึงกระบวนการสอบแข่งขันต่าง ๆ ซึ่งท้องถิ่นก็มีอำนาจในการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนเรื่อง ค่าตอบแทน ปัจจุบันในบางระดับของท้องถิ่นก็ถือว่าสูงกว่าระบบส่วนกลาง เช่น ตำแหน่งปลัดเทศบาลบางระดับมีเงินเดือนสูงกว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงตามที่มีการนำเสนอในข่าว ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่ประมาณ 3,000 บาท จึงมีแนวคิดจากส่วนกลางที่จะพิจารณาปรับโครงสร้างค่าตอบแทนของท้องถิ่นให้เหมาะสม แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดอีกเรื่องหนึ่งคือ ระบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนยังไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เช่น บุคลากรบางกลุ่มใช้ระบบเปอร์เซ็นต์ ขณะที่บางระบบยังใช้รูปแบบการเลื่อนขั้นแบบเดิม ทำให้เกิดความแตกต่างในการได้รับผลตอบแทน ถ้าใช้ระบบเปอร์เซ็นต์ คนที่มีเงินเดือนสูงก็จะได้รับเงินเพิ่มมากกว่า เช่น เงินเดือน 30,000 บาท ถ้าได้ 3 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเพิ่มขึ้น 900 บาท ขณะที่บางระบบ เช่น ระบบครู หากนำเปอร์เซ็นต์ไปคำนวณกับฐานเงินเดือนที่สูง ก็อาจทำให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้นมากกว่า ส่วนข้าราชการบางประเภทอย่างพี่เองก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องขั้นเงินเดือนอยู่ ตรงนี้จึงถือเป็นข้อเสียอย่างหนึ่ง เพราะระบบการบริหารค่าตอบแทนของแต่ละกลุ่มยังไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด
พิธีกร(ธาราทิพย์): ถ้าอย่างนั้น สำหรับนักศึกษาที่กำลังเรียนรัฐประศาสนศาสตร์และสนใจทำงานด้านนี้ ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ?
ผู้ให้สัมภาษณ์(รองปลัด): พี่คิดว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่างานท้องถิ่นไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสารหรืองานสำนักงาน แต่เป็นงานที่ต้องรับผิดชอบประชาชนโดยตรง ต้องทำงานกับคนจำนวนมาก และต้องมีความรู้ทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ การบริหาร และการประสานงาน ถ้าใครสนใจสายงานนี้ พี่มองว่าเป็นอาชีพที่มีทั้งความมั่นคงและโอกาสในการเติบโต แต่ต้องพร้อมที่จะทำงานหนักและเรียนรู้ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ ต้องทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบ และต้องเข้าใจประชาชนในพื้นที่ เพราะสุดท้ายแล้วหัวใจสำคัญของงานท้องถิ่นก็คือการดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนครับ
สรุป จากการสัมภาษณ์ รองปลัดมีหน้าที่กำกับ ดูแล และประสานงานการปฏิบัติงานของบุคลากรให้เป็นไปตามนโยบายและระเบียบราชการ ต้องมีทักษะด้านการบริหาร การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา และการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ การทำงานมุ่งเน้นความถูกต้อง โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
สมาชิกกลุ่ม
1.นางสาวจิรญา สวยรูป 690112801018
2.นางสาวจุฑามาศ ศรีกองทอง 690112801019
3.นางสาวโชติรัตน์ นามเคน 690112801021
4.นางสาวธาราทิพย์ จันทร์หอม 690112801025
5.นางสาวพรพรรณ เนื้อแก้ว 690112801028
6.นางสาวอินทิรา เรืองรัมย์ 690112801042
นักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ รหัสวิชา 2551402 วิชา ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์


