บทความ, ประชาสัมพันธ์

สรุปวิชาบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ กลุ่ม MANAGER

บทความโดย

3,098
แชร์บทความนี้

 บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

              -วางนโยบายและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน

              -ออกกฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

              -ดูแลให้การสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง โอน ย้าย เลื่อนตำแหน่ง และการเลื่อนเงินเดือนเป็นไปอย่างเป็นธรรม

              -กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ

              -ควบคุมดูแลจริยธรรมและวินัยของข้าราชการพลเรือน

              -พิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์เกี่ยวกับวินัยและการบริหารงานบุคคล

              -ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าราชการให้มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม

              -ตรวจสอบการดำเนินงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน

              -เป็นที่ปรึกษาและเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

              -ทำหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี

 บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

               -วางนโยบายและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน

               -ออกกฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

               -ดูแลให้การสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง โอน ย้าย เลื่อนตำแหน่ง และการเลื่อนเงินเดือนเป็นไปอย่างเป็นธรรม

               -กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ

               -ควบคุมดูแลจริยธรรมและวินัยของข้าราชการพลเรือน

               -พิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์เกี่ยวกับวินัยและการบริหารงานบุคคล

               -ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าราชการให้มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม

               -ตรวจสอบการดำเนินงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน

               -เป็นที่ปรึกษาและเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

               -ทำหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี

ประเภทของการสรรหาบุคลากรการสรรหาบุคลากรโดยทั่วไป มี 2 ประเภท คือ

  1. การสรรหาบุคลากรจากภายนอกในองค์การ (Internal source) เป็นนโยบายอย่างหนึ่งขององค์การที่ต้องการสร้างพลังทรัพยากรบุคคลให้มีความเข้มแข็ง รวมทั้งการมีประสิทธิภาพในการทำงานและทำงานเป็นระบบเดียวกันแบบเป็นทีมงาน
  2. การสรรหาบุคลากรจากภายนอกองค์การ (External sources) การสรรหาบุคลากรสำหรับตำแหน่งงาน ว่าง หรือตำแหน่งงานใหม่ หากผู้สมัครจากแหล่งภายในเพื่อการบรรจุในตำแหน่งที่ว่างไม่พอ หรือไม่มีผู้สมัครมากพอ หรือบางตำแหน่งยังหาบุคคลภายในที่เหมาะสมไม่ได้ จึงต้องมีการสรรหาจากแหล่งภายนอก

นโยบายการแต่งตั้งการบรรจุแต่งตั้งหรือการแต่งตั้งบุคคล
         -ดำเนินการตามหลักความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม
         -คัดเลือกโดยวิธีการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
         -ใช้ระบบคุณธรรม (Merit System) เป็นหลักในการพิจารณา
         -เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้ารับการคัดเลือกอย่างเท่าเทียม
         -พิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งทั้งด้านความรู้ ทักษะ และประสบการณ์
         -ป้องกันการแทรกแซงจากการเมืองหรือผลประโยชน์ส่วนตน
         -ให้ความสำคัญกับการวางแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐ
         -ส่งเสริมความก้าวหน้าในสายงานโดยยึดหลักผลงานและสมรรถนะ
         -คำนึงถึงความหลากหลายและโอกาสที่เท่าเทียมกันของบุคลากร
         -ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล

เรียบเรียงโดย นางสาว พิกุลแก้ว อักษร รหัส 030

 

Government สำคัญกับระบบราชการอย่างไร

               รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศระบบราชการทำหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติเป็นความร่วมมือระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำรัฐบาลมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม และประเมินผลการทำงานกำหนดงบประมาณและทรัพยากรให้หน่วยงานราชการมีบทบาทในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับสูงช่วยสร้างความสอดคล้องในทิศทางการบริหารราชการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบระบบราชการต้องตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

การประเมินและติดตามผล

               เป็นกระบวนการตรวจสอบความก้าวหน้าและประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยให้หน่วยงานทราบจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุงใช้ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน เช่น KPI หรือผลสัมฤทธิ์ของงานครอบคลุมทั้งเชิงปริมาณ เช่น จำนวนผลผลิต และเชิงคุณภาพ เช่น ความพึงพอใจการประเมินสามารถดำเนินได้เป็นรายบุคคล หรือรายองค์กรเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือนช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการใช้ทรัพยากรภาครัฐส่งเสริมการบริหารจัดการแบบมีประสิทธิภาพและมีเป้าหมายหน่วยงานที่ได้รับการประเมินต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบราชการให้มีคุณภาพ

หลักการสรรหาบุคลากร

               เน้นการสรรหาด้วยความเสมอภาค โปร่งใส และยึดหลักคุณธรรมใช้การสอบแข่งขันและคัดเลือกเป็นหลักในการเข้าสู่ระบบราชการคัดเลือกจากความรู้ ความสามารถ และทัศนคติที่เหมาะสมขั้นตอนประกอบด้วยการสมัคร สอบข้อเขียน สัมภาษณ์ และตรวจสอบคุณสมบัติลดการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมืองหรือผลประโยชน์ส่วนตัวยึดหลัก “ระบบคุณธรรม” เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพส่งเสริมการมีบุคลากรที่พร้อมพัฒนาตนเองและทำงานเพื่อประชาชนการสรรหาที่มีมาตรฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรภาครัฐยังช่วยให้เกิดความเป็นธรรมและโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้ารับราชการเป็นรากฐานสำคัญของระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการ

               เงินเดือนข้าราชการกำหนดตามระดับตำแหน่งหรือกลุ่มสายงานแบ่งออกเป็นหลายระดับ เช่น ซี หรือระบบแท่ง (วิชาการ, บริหาร ฯลฯ) มีโครงสร้างชัดเจนเพื่อความยุติธรรมและเหมาะสมกับภาระงานเงินประจำตำแหน่งเป็นรายได้เพิ่มเติมสำหรับตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงเช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารระดับสูงจะได้รับเงินประจำตำแหน่งข้าราชการยังได้รับสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล บ้านพัก และเบี้ยเลี้ยงการขึ้นเงินเดือนขึ้นอยู่กับผลการประเมินและระยะเวลาการทำงานช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานและรักษาคนเก่งให้อยู่ในระบบราชการโครงสร้างเงินเดือนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้และสอดคล้องกับภารกิจเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการจูงใจและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ

เรียบเรียงโดย นางสาว แอน เชื้อประเสริฐ รหัส 046

 

ทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ (PPA)

            PPA ย่อมาจาก Public Personnel Administration คือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้านหลัก ได้แก่

                      1.การสรรหาและคัดเลือก – เลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง

                      2.การพัฒนาบุคลากร – เสริมสร้างความรู้ ทักษะ และสมรรถนะผ่านการฝึกอบรม

                      3.การจัดการบุคลากร – วางแผนอัตรากำลัง ประเมินผล และบริหารค่าตอบแทน

                      4.ความสำคัญของ PPA – เป็นกลไกขับเคลื่อนองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ และส่งเสริมความก้าวหน้าในสายงาน สนับสนุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจและเป้าหมายขององค์กร สร้างระบบราชการที่โปร่งใส ทันสมัย และตอบสนองประชาชน

ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบราชการอย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

                การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหมายถึง การพัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือ ระบบ หรือวิธีการทำงานด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจ การศึกษา และการทำงาน ตัวอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบอัตโนมัติ, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, IoT และ Blockchain ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการดำเนินการ ส่งผลให้หลายอาชีพเปลี่ยนแปลงไป และบางอาชีพอาจหายไปในอนาคต ภาครัฐและเอกชนต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) ให้กับบุคลากร การสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลสะดวกขึ้นผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมการทำงานแบบออนไลน์และการเรียนรู้ทางไกล ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนทั่วโลก เทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน

 

การสรรหาบุคลากรจากภายในองค์กร

               การสรรหาบุคลากรจากภายใน คือ การคัดเลือกพนักงานที่มีอยู่แล้วในองค์กร เพื่อเลื่อนตำแหน่ง โยกย้ายหรือปรับเปลี่ยนหน้าที่ให้เหมาะสมกับความสามารถ เป็นวิธีที่ประหยัดเวลาและงบประมาณกว่าการสรรหาคนนอกพนักงานมีความรู้ ความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรดีอยู่แล้ว เป็นการสร้างแรงจูงใจและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ เพิ่มความจงรักภักดีและความมั่นคงในองค์กร แหล่งสรรหาหลัก เช่น การประกาศภายใน การแนะนำโดยหัวหน้า หรือการประเมินผลงาน มีความเสี่ยงเรื่องการขาดแนวคิดใหม่ ๆ หากไม่มีคนจากภายนอกเข้ามาเลย อาจเกิดความขัดแย้งหากกระบวนการไม่โปร่งใสหรือไม่มีเกณฑ์ชัดเจน ควรดำเนินการตามหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และสมรรถนะของบุคลากรเป็นหลัก

 

ระยะเวลาการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

                เป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการใหม่ต้องแสดงความสามารถในการปฏิบัติงานจริง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนแต่งตั้งเป็นข้าราชการประจำ ระยะเวลาการทดลองไม่น้อยกว่า 6 เดือน และไม่เกิน 1 ปี เริ่มนับจากวันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ ในระหว่างการทดลองต้องได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ประเมินทั้งด้านความสามารถ ทัศนคติ ความรับผิดชอบ และพฤติกรรมในการทำงาน หากผ่านการประเมิน จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการประจำ หากไม่ผ่าน อาจมีการยุติการทดลองและไม่แต่งตั้งเป็นข้าราชการกระบวนการนี้เป็นไปตามระเบียบของ ก.พ. และกฎหมายราชการพลเรือนถือเป็นกลไกที่ช่วยคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการอย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย นางสาว สุทธิดา  กองรัมย์ รหัส 041

 

องค์การที่ทำหน้าที่ควบคุมหน่วยงานภาครัฐ

                การบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเป็นระบบ ซึ่งภาพนี้แสดงให้เห็นถึงกลไกของรัฐในการควบคุมและกำกับดูแลการทำงานของหน่วยงานภาครัฐผ่านองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่เฉพาะตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยองค์กรเหล่านี้สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภายใน และองค์กรที่มีหน้าที่บริหารและกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐโดยตรง

การขยายและลดขนาดองค์กรการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ

                 กระบวนการบริหาร “ทรัพยากรมนุษย์” หรือ “บุคลากร” ในภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยให้การบริหารงานภาครัฐดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริหารดังกล่าวครอบคลุมทั้ง การขยายตัว และ การลดขนาดขององค์กร ตามสถานการณ์และความจำเป็นต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐต้องมีความยืดหยุ่น วางแผนอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งบุคลากรและประชาชนผู้รับบริการ เพื่อให้ภาครัฐสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ

                บรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ ในราชการ ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ ไม่ต้องสอบแข่งขัน แต่ต้องมีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ภาคราชการสามารถดึงผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์สูงมาช่วยงานรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพการแต่งตั้ง “ผู้ทรงคุณวุฒิ” เป็นแนวทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ภาคราชการได้ใช้ความรู้ความสามารถของบุคคลภายนอกที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมงาน โดยไม่ต้องผ่านระบบสอบแข่งขันทั่วไป แต่ต้องมีเกณฑ์พิจารณาอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

 

หลักการอาวุโสและประสบการณ์

                การบรรจุ แต่งตั้ง และเลื่อนตำแหน่ง ต้องพิจารณาจากหลักอาวุโสและประสบการณ์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่บุคลากรในองค์กร บุคลากรที่มีอาวุโสมักมีความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กร และมีความผูกพันต่อหน่วยงาน พิจารณาจากระยะเวลาการปฏิบัติงานทั้งในองค์กร แผนก หรือในตำแหน่งปัจจุบัน ประสบการณ์แสดงถึงความคุ้นเคยและความเชี่ยวชาญในการทำงาน การใช้หลักนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจในระบบบริหารบุคคล ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานอย่างยั่งยืนในองค์กร

เรียบเรียงโดย นางสาว อัมภวา  บำรุงธรรม รหัส 043

 

Retire พ้นจากการปฏิบัติงาน

                “Retire” หรือ “เกษียณ” แปลว่า การสิ้นสุดการปฏิบัติงานตามอายุที่กำหนดไว้ หรือการลาออกจากงานตามความสมัครใจ. ในภาษาไทย “พ้นจากการปฏิบัติงาน” เป็นคำที่ใช้ได้หลากหลายในบริบทต่าง ๆ เช่น การสิ้นสุดการทำงานตามอายุเกษียณ การลาออกจากงาน หรือการถูกเลิกจ้างหมายถึง การหมดหน้าที่ในการทำงานให้กับองค์กร ด้วยการกำหนดอายุ บุคคล หรืออายุการทำงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์การนั้น ๆ จะกำหนดไว้เป็นแบบใด และถือเป็นการพักผ่อนของผู้ทำงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งบุคลากรจะทราบดีถึง ข้อกำหนดกฎระเบียบการเกษียณอายุ ตั้งแต่การท างานในช่วงแรก รวมทั้งกำหนด แผนการเกษียณอายุด้วยรวมทั้งบอกให้รับทราบถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่บุคลากร จะได้รับจากการเกษียณอายุ ทั้งบำเหน็จ – บำนาญและสวัสดิการต่าง ๆ ที่ผู้ เกษียณอายุจะได้รับ

 นโยบายองค์กรภาครัฐ

 

                นโยบายองค์กรภาครัฐ คือ แนวทางการดำเนินงานที่หน่วยงานรัฐกำหนดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและโปร่งใสในการบริหารจัดการ มีทั้งนโยบายระดับชาติ ระดับกระทรวง และระดับหน่วยงานภายใน วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อบริการประชาชนอย่างมีมาตรฐานและตรวจสอบได้ ครอบคลุมด้านธรรมาภิบาล ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการบริการ ช่วยกำหนดทิศทางการทำงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ส่งเสริมความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพภาครัฐโดยรวม

 

การสรรหาทรัพยากรบุคคลจากภายในองค์กร

                การสรรหาทรัพยากรบุคคลจากภายในองค์กรอาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ไวที่สุด และทำได้ก่อนจากฐานข้อมูลขององค์กรที่มาอยู่ ทั้งนี้ยังช่วยให้บริษัทประหยัดงบประมาณในการสรรหาได้ด้วย และยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองของพนักงานภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจขององค์กรที่มีต่อพนักงานในบริษัทด้วย แล้วยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่มากเท่าไร วิธีการนี้ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากที่สุด การสรรหาทรัพยากรบุคคลจากภายในองค์กร คือการคัดเลือกบุคลากรที่มีอยู่แล้วให้ดำรงตำแหน่งใหม่หรือสูงขึ้น ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการสรรหา เนื่องจากรู้จักศักยภาพพนักงานดีอยู่แล้ว สร้างแรงจูงใจและโอกาสในการเติบโตให้กับพนักงานภายใน ส่งเสริมความภักดีและลดอัตราการลาออก กระตุ้นการแข่งขันและการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร ต้องมีระบบประเมินที่โปร่งใส เป็นธรรม และชัดเจน ควรควบคู่กับการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

 

ผู้เป็นสมาชิก กบข. และเลือกรับบำเหน็จ

                ผู้เป็นสมาชิก กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) คือข้าราชการที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อสะสมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ หากเลือกรับ บำเหน็จ หมายถึงการรับเงินก้อนครั้งเดียวเมื่อเกษียณ บำเหน็จประกอบด้วยเงินสมทบของสมาชิก เงินสมทบจากรัฐ และผลตอบแทนจากการลงทุน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินก้อนทันทีเพื่อใช้หนี้หรือลงทุน การเลือกรับบำเหน็จจะไม่ได้รับเงินบำนาญรายเดือนจากรัฐ ควรพิจารณาความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวก่อนตัดสินใจ การตัดสินใจเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญเป็นเรื่องสำคัญ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ผู้ที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ต้องเป็นข้าราชการที่อยู่ในข่ายที่กฎหมายกำหนด เช่น ข้าราชการพลเรือน, ข้าราชการฝ่ายตุลาการ, และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. สำหรับข้าราชการที่เข้ารับราชการก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 มีสิทธิเลือกสมัครเป็นสมาชิก กบข. ได้ตามความสมัครใจ. เมื่อสมาชิก กบข. ออกจากราชการด้วยเหตุเกษียณอายุ, ทุพพลภาพ, หรือทดแทน มีสิทธิเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญจากรัฐ. สมาชิก กบข. ยังมีสิทธิได้รับเงินก้อนจากกองทุนอีกด้วย

เรียบเรียงโดย นางสาวณัฐมนต์วรรณ คุณไธสง รหัส 024

 

การจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) มีความสำคัญกับภาครัฐ

             1. เพิ่มประสิทธิภาพช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐ
             2. ความรับผิดชอบส่งเสริมความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการบริหารจัดการ
             3. การมุ่งเน้นผลลัพธ์เน้นการมุ่งเน้นผลลัพธ์และเป้าหมายที่ชัดเจน
             4. การปรับปรุงกระบวนการ

             5.ส่งเสริมการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องการตอบสนองความต้องการประชาชน ช่วยให้ภาครัฐสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างดีขึ้นโดยรวมแล้ว การจัดการภาครัฐแนวใหม่ช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและความรับผิดชอบมากขึ้น

                การวางแผนจ้างงานในภาครัฐเป็นกระบวนการที่สำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่ามีบุคลากรที่เหมาะสมกับความต้องการของหน่วยงานในอนาคต. กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ความต้องการบุคลากร, กำหนดเป้าหมายการจ้างงาน, และการวางแผนกลยุทธ์เพื่อสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม.ขั้นตอนหลักในการวางแผนจ้างงานในภาครัฐ:
                 1. การวิเคราะห์ความต้องการบุคลากร:วิเคราะห์โครงสร้างองค์กร: พิจารณาโครงสร้าง, สายงาน, และหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากร.
วิเคราะห์ภาระงาน: ประเมินภาระงานในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
วิเคราะห์อัตราการลาออกและเกษียณ: ประเมินอัตราการลาออกและเกษียณของบุคลากร เพื่อวางแผนการจ้างงานทดแทน
                 2. การกำหนดเป้าหมายการจ้างงาน:กำหนดจำนวนบุคลากรที่ต้องการ: ระบุจำนวนบุคลากรที่ต้องการจ้างใหม่หรือทดแทนตำแหน่งที่ว่าง.
กำหนดคุณสมบัติของบุคลากร: ระบุคุณสมบัติที่ต้องการ เช่น ความรู้, ทักษะ, ประสบการณ์กำหนดระยะเวลาการจ้างงาน: กำหนดระยะเวลาที่ต้องการ ให้บุคลากรปฏิบัติงาน
                 3. การวางแผนกลยุทธ์การจ้างงาน:เลือกช่องทางการสรรหาบุคลากร: เลือกช่องทางที่เหมาะสมในการรับสมัครบุคลากร

แนวทางใหม่ในการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรภาครัฐของไทย               

                  ยึดหลักสมรรถนะ (Competency-based Recruitment):มุ่งคัดเลือกผู้สมัครที่มีทักษะ ความสามารถ และพฤติกรรมที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน ไม่เน้นเพียงคุณวุฒิหรือคะแนนสอบ 2. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล:นำระบบออนไลน์มาใช้ในการรับสมัคร การทดสอบ และสัมภาษณ์ เช่น การสอบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) หรือการสัมภาษณ์ออนไลน์ 3. ความโปร่งใสและตรวจสอบได้:ปรับปรุงขั้นตอนให้ชัดเจน มีเกณฑ์การคัดเลือกที่เป็นธรรม ลดการใช้ดุลยพินิจ และเปิดเผยผลอย่างโปร่งใส 4. การสร้างภาพลักษณ์องค์กร (Employer Branding):พัฒนาภาพลักษณ์ขององค์กรภาครัฐให้ทันสมัย มีความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ 5. ส่งเสริมความหลากหลายและโอกาสที่เท่าเทียม:เปิดโอกาสให้กับผู้สมัครจากทุกกลุ่ม เช่น ผู้พิการ ชนกลุ่มน้อย และคนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงงานภาครัฐ 6. พัฒนาระบบประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ:ใช้เครื่องมือการประเมินที่ทันสมัย เช่น แบบจำลองสถานการณ์ (Assessment Center) และการประเมินแบบ 360 องศา 7. รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต:ปรับระบบให้ยืดหยุ่น คล่องตัว รองรับการจ้างงานแบบใหม่ เช่น การจ้างแบบสัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือการจ้างงานเฉพาะกิจตามภารกิจเร่งด่วนของรัฐแนวทางเหล่านี้ช่วยให้การสรรหาภาครัฐมีความทันสมัย โปร่งใส และได้บุคลากรที่มีความสามารถตรงกับความต้องการของประเทศในยุคดิจิทัล

ประเภทของการกำหนดค่าตอบแทน

  1. เงินเดือนประจำ – ค่าตอบแทนหลักตามระดับตำแหน่งและคุณวุฒิ
  2. เงินประจำตำแหน่ง – สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งบริหารหรือวิชาชีพเฉพาะ
  3. ค่าตอบแทนพิเศษ – เช่น ค่าตอบแทนสำหรับงานในพื้นที่พิเศษหรืองานเสี่ยง
  4. เงินเพิ่มตามผลงาน – ให้ตามผลการประเมินและผลงานที่โดดเด่น
  5. เงินรางวัลหรือเงินจูงใจ – เพื่อกระตุ้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
  6. สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ – เช่น ค่ารักษาพยาบาล บ้านพัก และเบี้ยเลี้ยง
  7. เงินบำเหน็จบำนาญ – ค่าตอบแทนระยะหลังเกษียณราชการ

เรียบเรียงโดย นางสาว อำภา  สมนึกตน รหัส 045

 

สมาชิกในกลุ่ม

  1. นางสาวณัฐมนต์วรรณ คุณไธสง รหัส 024
  2. นางสาวพิกุลแก้ว อักษร รหัส 030
  3. นางสาวสุทธิดา กองรัมย์ รหัส 041
  4. นางสาวอัมภวา บำรุงธรรม รหัส 043
  5. นางสาวอำภา สมนึกตน รหัส 045
  6. นางสาวแอน เชื้อประเสริฐ รหัส 046