ปริทัศน์หนังสือ
บทความ

ปริทัศน์หนังสือ “3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง”

บทความโดย

3,571
แชร์บทความนี้

ปริทัศน์หนังสือ “3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง”

ปริทัศน์หนังสือ “3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง” ของ ปกรณ์ ศิริประกอบ (2565) 

ปริทัศน์หนังสือ

บทนำ

หนังสือ “3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ ศิริประกอบ เป็นผลงานทางวิชาการที่ทรงคุณค่า ซึ่งนำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมและลุ่มลึกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศาสตร์ว่าด้วยการบริหารจัดการภาครัฐ หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายและวิเคราะห์ถึง 3 กระบวนทัศน์หลักที่ได้กำหนดทิศทางของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์และการปฏิบัติงานของภาครัฐในแต่ละยุคสมัย ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์แนวเก่า การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ และการบริการสาธารณะแนวใหม่

ผู้เขียนไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงการนำเสนอแนวคิดและทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังได้เชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านี้เข้ากับการนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้มีความโดดเด่นและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่สำหรับนักศึกษาและนักวิชาการเท่านั้น หากยังรวมถึงผู้ปฏิบัติงานในภาครัฐและผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการทำความเข้าใจศาสตร์แห่งรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเป็นระบบอีกด้วย

เนื้อหาและการวิเคราะห์

หนังสือเล่มนี้มีโครงสร้างที่ชัดเจนและเป็นระบบ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนต่างๆ ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญของแต่ละกระบวนทัศน์ ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ (paradigm) ในบริบทของรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบแนวคิดต่างๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไป

ในส่วนของการอธิบายถึงรัฐประศาสนศาสตร์แนวเก่า (Old Public Administration) ผู้เขียนได้เน้นถึงอิทธิพลของแนวคิดของนักคิดคลาสสิกอย่าง Woodrow Wilson และ Max Weber ที่ให้ความสำคัญกับระบบราชการที่มีโครงสร้างลำดับชั้นที่ชัดเจน มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด และเน้นประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแนวคิดนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ OPA จะมีส่วนช่วยในการสร้างความมั่นคงและความเป็นมาตรฐานในการบริหารงานภาครัฐ แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านความยืดหยุ่น การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และปัญหาความไร้ประสิทธิภาพที่อาจเกิดขึ้นจากระบบราชการที่ซับซ้อน

ต่อมา หนังสือได้นำเสนอแนวคิดของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายและข้อจำกัดของ OPA ผู้เขียนได้อธิบายถึงหลักการสำคัญของ NPM เช่น การนำแนวคิดการบริหารจัดการจากภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้ การเน้นผลงานและการวัดผล การให้ความสำคัญกับลูกค้า และการส่งเสริมการแข่งขัน ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบของ NPM ต่อการบริหารจัดการภาครัฐ โดยชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ NPM จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงานของภาครัฐ แต่ก็อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น การลดทอนบทบาทของรัฐ การละเลยคุณค่าทางสังคม และการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ

ในส่วนท้ายของหนังสือ ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดของการบริการสาธารณะแนวใหม่ (New Public Service) ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่พยายามจะแก้ไขปัญหาและข้อบกพร่องของทั้ง OPA และ NPM NPS ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ และการเน้นคุณค่าของประชาธิปไตยและความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงศักยภาพของ NPS ในการสร้างระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในหนังสือเล่มนี้คือการที่ผู้เขียนไม่ได้นำเสนอแต่ละกระบวนทัศน์ในลักษณะที่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ได้ชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่องและความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนทัศน์ต่างๆ ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดแต่ละแนวคิดเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาและความท้าทายของยุคสมัยที่แตกต่างกัน และมีอิทธิพลต่อแนวคิดที่เกิดขึ้นในภายหลัง นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้สอดแทรกการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ตลอดทั้งเล่ม ซึ่งกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดตามและตั้งคำถามต่อแนวคิดต่างๆ ที่นำเสนอ

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็มีข้อสังเกตบางประการ ในบางครั้ง การอธิบายแนวคิดและทฤษฎีอาจมีลักษณะที่เป็นนามธรรมและใช้ศัพท์เฉพาะทางมาก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจของผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานทางรัฐประศาสนศาสตร์มากนัก นอกจากนี้ ตัวอย่างของการนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงยังมีจำนวนจำกัด และส่วนใหญ่อิงกับบริบทของต่างประเทศ ซึ่งหากมีการนำเสนอตัวอย่างจากบริบทของประเทศไทยมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มความเข้าใจและความเกี่ยวข้องของเนื้อหาในหนังสือต่อผู้อ่านชาวไทย

คุณูปการของหนังสือ

โดยรวมแล้ว หนังสือ “3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง” นับว่ามีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงวิชารัฐประศาสนศาสตร์และผู้ที่สนใจในศาสตร์นี้ หนังสือเล่มนี้:

  • ให้ภาพรวมที่ชัดเจนและเป็นระบบ: ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจวิวัฒนาการของแนวคิดและกระบวนทัศน์ที่สำคัญในรัฐประศาสนศาสตร์
  • เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติ: นำเสนอแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ พร้อมทั้งยกตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้จริง ทำให้ผู้อ่านเห็นความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทางวิชาการกับโลกของการปฏิบัติงานจริง
  • กระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์: การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และข้อจำกัดของแต่ละกระบวนทัศน์ ช่วยส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดการคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามต่อแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบัน
  • เป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญ: ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมและลุ่มลึก หนังสือเล่มนี้เป็นแหล่งอ้างอิงที่มีคุณค่าสำหรับนักศึกษา นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการศึกษาและทำความเข้าใจศาสตร์แห่งรัฐประศาสนศาสตร์อย่างจริงจัง

พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์

พาราไดม์ทั้ง 3 ที่กล่าวถึงในหนังสือ ได้แก่:

  1. รัฐประศาสนศาสตร์แนวเก่า (Old Public Administration – OPA):

    • แนวคิดหลัก: เน้นความเป็นระบบราชการตามหลักการของ Max Weber คือ มีลำดับชั้นการบังคับบัญชาที่ชัดเจน มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด การทำงานตามหน้าที่ และความเป็นกลางของผู้ปฏิบัติงาน มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานของรัฐ
    • ทฤษฎีสำคัญ: ทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucracy), หลักการบริหาร (Principles of Administration) เช่น การแบ่งงาน การควบคุมช่วงอำนาจ
    • การนำไปปฏิบัติจริง: การจัดโครงสร้างองค์กรภาครัฐแบบลำดับชั้น การมีระบบกฎหมายและระเบียบที่ชัดเจน การให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบุคลากร
  2. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management – NPM):

    • แนวคิดหลัก: นำแนวคิดและเครื่องมือจากการบริหารจัดการภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้ในภาครัฐ เน้นความคล่องตัว ความยืดหยุ่น การแข่งขัน การวัดผลการปฏิบัติงาน และการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในฐานะลูกค้า
    • ทฤษฎีสำคัญ: ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Theory), ทฤษฎีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost Theory), แนวคิดการตลาดและการแข่งขัน
    • การนำไปปฏิบัติจริง: การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐในรูปแบบองค์การมหาชน การใช้สัญญาจ้าง การประเมินผลตามตัวชี้วัด การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
  3. การบริการสาธารณะแนวใหม่ (New Public Service – NPS):

    • แนวคิดหลัก: ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐในการ “รับใช้” และ “เสริมสร้าง” ศักยภาพของประชาชน มองประชาชนเป็นพลเมืองที่มีสิทธิและความรับผิดชอบร่วมกัน เน้นคุณค่าของประชาธิปไตย ความยุติธรรมทางสังคม และการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน
    • ทฤษฎีสำคัญ: ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy), แนวคิดธรรมาภิบาล (Good Governance), แนวคิดการทำงานร่วมกัน (Collaboration)
    • การนำไปปฏิบัติจริง: การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ การให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

บทสรุป

หนังสือ “3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ ศิริประกอบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่าและมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาและการทำความเข้าใจศาสตร์แห่งรัฐประศาสนศาสตร์ แม้ว่าอาจมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความยากของเนื้อหาและการยกตัวอย่าง แต่โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังคงเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การอ่านสำหรับทุกคนที่สนใจในศาสตร์แห่งการบริหารรัฐกิจ

อ้างอิง : ปกรณ์ ศิริประกอบ. (2565). 3 พาราไดม์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ : แนวคิด ทฤษฎี และการนำไปปฏิบัติจริง (พิมพ์ครั้งที่ 6). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เพิ่มเติม : 

เมื่อก่อน:

  • รัฐเป็นใหญ่: มองว่ารัฐรู้ดีที่สุด ประชาชนมีหน้าที่รับบริการไป
  • เน้นกฎระเบียบ: ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอนเป๊ะๆ อาจจะยุ่งยากและไม่ยืดหยุ่น
  • มองแยกส่วน: หน่วยงานรัฐทำงานใครทำงานมัน อาจจะไม่ค่อยประสานกัน
  • ไม่ค่อยฟังเสียงประชาชน: ประชาชนอาจจะรู้สึกว่าไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

แนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ (NPM): เปรียบเหมือนการปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ ให้บ้านน่าอยู่และตรงใจเจ้าของบ้านมากขึ้น

  • เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง: มองว่าประชาชนคือ “ลูกค้า” ที่ต้องได้รับบริการที่ดี สะดวก รวดเร็ว และตรงความต้องการ
  • คิดแบบธุรกิจ: นำหลักการจัดการของภาคเอกชนมาใช้ เช่น การแข่งขัน การวัดผล การให้รางวัล เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เปิดให้เอกชนและองค์กรอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม: รัฐอาจจะไม่ทำทุกอย่างเอง แต่อาจจะจ้างเอกชน หรือสนับสนุนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรให้มาช่วยให้บริการ
  • ใช้เทคโนโลยี: นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อให้การบริการสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย เช่น การทำธุรกรรมออนไลน์ การให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
  • รับฟังความคิดเห็น: ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชน เอาข้อเสนอแนะมาปรับปรุงการทำงาน
  • โปร่งใสและตรวจสอบได้: เปิดเผยข้อมูลการทำงาน ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้

สรุปง่ายๆ: แนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่คือการที่ภาครัฐพยายามปรับตัวให้เหมือนบริษัทที่ใส่ใจลูกค้า โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ เข้ามาช่วย และรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น เพื่อให้การบริการดีขึ้นและตอบโจทย์ทุกคน และ NPS เกิดขึ้นมาเพื่อ “แก้ไข” จุดอ่อนบางอย่างของ NPM (ติดตาม NPS คืออะไร ต่อไป) การจัดบริการสาธารณะแนวใหม่ 

บทปริทัศน์ : ปริทัศน์หนังสือ : ธรรมาภิบาลและการควบคุมคอร์รัปชัน

ติดตามภาพกิจกรรมของคณะกรรมการนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ : เพจชมรมสิงห์สานสัมพันธ์ (คลิก)

ติดตามภาพกิจกรรมของคณะกรรมการนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ : เพจคณะกรรมการนักศึกษา (คลิก)

ติดตามภาพกิจกรรมของสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ : เพจสาขาวิชา (คลิก)

[[[[ หน้าหลัก ]]]]