ประชาสัมพันธ์, ภาพกิจกรรม

โปสเตอร์สรุปวิชาสันติศึกษาเพื่อการบริหารความขัดแย้ง กลุ่ม ตะมุตะมิ

บทความโดย

1,676
แชร์บทความนี้

แนวคิดของแมกซ์ เวเบอร์ เห็นว่าความขัดแย้งในสังคมเกิดจากการแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและอำนาจ แต่ไม่จำเป็นต้องรุนแรงเสมอไป หากมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในการควบคุม เวเบอร์เน้นความสำคัญของอำนาจในการออกกฎ ลงโทษ และสื่อสาร เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของสังคม

เรียบเรียงโดย  จ่าเอกปิยะลักษณ์   นรัฐกิจ  011

คาร์ล มาร์กซ์ เชื่อว่าความขัดแย้งเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม ความขัดแย้งทางชนชั้น และเศรษฐกิจเป็นต้นเหตุของความไม่เท่าเทียม เขามองว่าความขัดแย้งระหว่างชนชั้นคือแรงผลักดันการพัฒนา และเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์สังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรม

เรียบเรียงโดย นางสาวพลอยไพลิน บุญเนตร 026

คาร์ล มาร์กซ์ มองว่าสังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างชนชั้น โดยเฉพาะระหว่างชนชั้นนายทุนที่ถือครองปัจจัยการผลิตกับชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องขายแรงงานเพื่ออยู่รอดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและการกดขี่ทางสังคมเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในระบบทุนนิยมเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อกรรมาชีพรวมพลังลุกขึ้นมาปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาคและไร้ชนชั้น

เรียบเรียงโดย นางสาววิมลศิริ  พงษ์ไธสง  029

แม็กซ์ เวเบอร์มองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคม เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากร อำนาจ และค่านิยมที่แตกต่างกัน ผู้มีอำนาจมักใช้ประโยชน์จากตำแหน่ง ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียม เวเบอร์เชื่อว่าความขัดแย้งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

เรียบเรียงโดย นางสาวศิรดา  อินทร์ประโคน 030

แนวคิดความขัดแย้งของมาร์ก เน้นความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างนายทุนกับกรรมาชีพ มองว่าความขัดแย้งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนำไปสู่การปฏิวัติและล้มล้างระบบทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม

เรียบเรียงโดย  นางสาวศิริรัตน์  มุงคุณ 031

 

อัลเฟรด แอดเลอร์ เชื่อว่ามนุษย์มีความรู้สึกด้อยในวัยเด็ก และพยายามเอาชนะด้วยวิถีชีวิตเฉพาะตน (lifestyle) ซึ่งพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์และความสัมพันธ์กับสังคม การเลี้ยงดู ลำดับการเกิด และวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพอย่างมาก การเลี้ยงดูที่เข้าใจและสนับสนุนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบุคลิกภาพที่ดี

เรียบเรียงโดย จ่าเอกปิยะลักษณ์  นรัฐกิจ 011

ฟรอยด์ เชื่อว่าบุคลิกภาพเกิดจากจิตไร้สำนึกและแรงขับทางเพศ (Libido) บุคคลต้องเผชิญความขัดแย้งระหว่าง Id, Ego และ Superego ความขัดแย้งในจิตใจเกิดจากความต้องการปะทะกับบรรทัดฐานสังคมพัฒนาการแต่ละช่วงวัยมีผลต่อบุคลิกภาพในอนาคต

เรียบเรียงโดย นางสาวพลอยไพลิน บุญเนตร 026

ซิกมันด์ ฟรอยด์เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงขับทางเพศและความก้าวร้าวที่อยู่ในจิตไร้สำนึก เขาแบ่งจิตใจออกเป็น 3 ส่วน คือ อิด (Id) ตัวตนดิบ, อีโก้ (Ego) ตัวกลางควบคุม, และซูเปอร์อีโก้ (Superego) ศีลธรรม ฟรอยด์เน้นว่าความขัดแย้งในจิตใจและประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมเมื่อโตขึ้น

เรียบเรียงโดย นางสาววิมลศิริ  พงษ์ไธสง  029

อัลเฟรด แอดเลอร์ เชื่อว่าความรู้สึกด้อยค่าเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์พัฒนาตนเอง มนุษย์พยายามเอาชนะความด้อยค่าเพื่อบรรลุความเหนือกว่า ความสนใจทางสังคมเป็นส่วนสำคัญของการมีจิตใจที่ดีและปรับตัวในสังคม ลำดับการเกิดส่งผลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมของแต่ละคน

เรียบเรียงโดย นางสาวศิรดา  อินทร์ประโคน 030

ซิกมันด์ ฟรอยด์เป็นผู้ก่อตั้งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ โดยเชื่อว่าจิตใจมนุษย์ประกอบด้วยสามส่วนคือ อิด อีโก้ และซุปเปอร์อีโก้ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมและความคิดต่าง ๆ อิดเป็นแรงขับตามสัญชาตญาณ อีโก้ใช้เหตุผล ส่วนซุปเปอร์อีโก้แทนศีลธรรม ฟรอยด์ยังเสนอว่าจิตไร้สำนึกมีผลต่อพฤติกรรมโดยที่เราไม่รู้ตัว และเชื่อว่าพัฒนาการทางเพศในวัยเด็กมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพเมื่อโตขึ้น ทฤษฎีของเขาถือเป็นพื้นฐานสำคัญของจิตวิทยายุคใหม่ แม้จะมีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง

เรียบเรียงโดย  นางสาวศิริรัตน์  มุงคุณ  031

 

พฤติกรรมมนุษย์ในองค์กรได้รับอิทธิพลจากการรับรู้ ปัจจัยทางร่างกาย ครอบครัว และวัฒนธรรม การตัดสินใจมีทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม โดยแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสีย กลุ่มในองค์กรแบ่งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งบรรทัดฐานและความเหนียวแน่นของกลุ่มส่งผลต่อประสิทธิภาพอย่างมาก ทั้งนี้ การคิดแบบกลุ่มอาจเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจที่มีคุณภาพ

เรียบเรียงโดย จ่าเอกปิยะลักษณ์  นรัฐกิจ 011

บทบาทการรับรู้ต่อพฤติกรรมมนุษย์มีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของมนุษย์ เช่น สภาพร่างกาย ประสบการณ์ และบุคลิกภาพ รวมถึงผลกระทบของวัฒนธรรม. การรับรู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมและการตัดสินใจ ซึ่งความแตกต่างในการรับรู้สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งได้

เรียบเรียงโดย นางสาวพลอยไพลิน  บุญเนตร 026

การรับรู้มีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ เพราะเป็นกระบวนการที่สมองแปลความหมายจากสิ่งเร้ารอบตัว สิ่งที่มนุษย์รับรู้จะส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมต่าง ๆ ประสบการณ์เดิม ความคาดหวัง และสภาพแวดล้อมมีผลต่อการรับรู้ ทำให้แต่ละคนตอบสนองต่อสิ่งเดียวกันต่างกันได้

เรียบเรียงโดย นางสาววิมลศิริ  พงษ์ไธสง  029

การรับรู้ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ทั้งในด้านทัศนคติ การตัดสินใจ และแรงจูงใจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ เช่น ประสบการณ์เดิม บุคลิกภาพ และวัฒนธรรม กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารจากสถาบันต่างๆ เช่น ครอบครัว โรงเรียน สื่อมวลชน กรณีศึกษา Hawthorne ชี้ว่าแรงจูงใจและการรับรู้มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

เรียบเรียงโดย นางสาวศิรดา  อินทร์ประโคน 030

กล่าวถึงการรับรู้และพฤติกรรมมนุษย์ที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม สังคม และประสบการณ์ส่วนบุคคล รวมถึงการเรียนรู้และแรงจูงใจที่มีผลต่อการกระทำของแต่ละบุคคล กระบวนการขัดเกลาทางสังคมและบรรทัดฐานมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรม

เรียบเรียงโดย  นางสาวศิริรัตน์  มุงคุณ  031

 

ความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีมเกิดจากความแตกต่างในความคาดหวัง ทัศนคติ และเป้าหมาย โดยมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในเป็นชนวนปัญหา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ควรจัดการอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ความขัดแย้งสามารถสร้างพลังบวกหากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยการนำหลักพุทธศาสนามาช่วยคลี่คลายจะส่งเสริมความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน

เรียบเรียงโดย จ่าเอกปิยะลักษณ์  นรัฐกิจ 011

ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีมโดยระบุสาเหตุหลัก 4 ประการ. สาเหตุเหล่านั้นได้แก่ ความแตกต่างด้านบุคลิกภาพและความคิด การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การขาดบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจน และการขาดผู้นำที่เหมาะสมหรือไม่โปร่งใส. ปัญหาเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งและอุปสรรคในการทำงานร่วมกัน

เรียบเรียงโดย นางสาวพลอยไพลิน  บุญเนตร 026

ปัญหาและความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีมมักเกิดจากความแตกต่างด้านความคิดเห็น บุคลิกภาพ และเป้าหมายส่วนตัว การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ขาดความไว้ใจ หรือมีการแบ่งงานไม่เป็นธรรม อาจทำให้เกิดความไม่พอใจในทีม การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้ทีมพัฒนา แก้ปัญหาได้ดีขึ้น และเสริมสร้างความร่วมมือในระยะยาว

เรียบเรียงโดย  นางสาววิมลศิริ  พงษ์ไธสง  029

ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีมมักเกิดจากการสื่อสารไม่ชัดเจนหรือเข้าใจไม่ตรงกัน ความแตกต่างด้านความคิดเห็น บุคลิกภาพ หรือวิธีการทำงาน การแบ่งหน้าที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่พอใจหรือความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ขาดความร่วมมือและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้ทีมทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

เรียบเรียงโดย นางสาวศิรดา  อินทร์ประโคน 030

กล่าวถึงปัญหาและความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม ซึ่งเกิดจากความคิดเห็นหรือผลประโยชน์ที่แตกต่างกันในองค์กร ความขัดแย้งมีทั้งด้านบวกและลบ หากบริหารจัดการดีจะช่วยพัฒนาทีมให้แข็งแรงขึ้น การแก้ไขปัญหาควรอาศัยความเข้าใจ ความร่วมมือ และการสื่อสารอย่างเปิดเผย

เรียบเรียงโดย นางสาวศิริรัตน์  มุงคุณ 031